ESG กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่คำว่า ‘ความยั่งยืน (Sustainability)’ ไม่ใช่แค่เรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่คือภาพสะท้อนตัวตนขององค์กรที่ผู้บริโภคและสังคมกำลังจับตามอง หลายคนอาจคุ้นหูกับคำว่า ESG แต่ยังไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้ว ESG คืออะไร? ทำไมองค์กรใหญ่ ๆ จึงให้ความสำคัญ และผู้บริโภคคาดหวังให้แบรนด์ทำอะไรเกี่ยวกับ ESG กันแน่?
วันนี้ Wisesight Research จะพาทุกคนในฐานะผู้ดูแลงานด้าน ESG, PR, CSR หรือ Branding ไปรู้จัก ESG ในมุมที่เสียงของผู้บริโภคบอกกับองค์กร เพื่อให้แบรนด์ใช้เป็นแนวทางในการวางกลยุทธ์การสื่อสารด้าน ESG ขององค์กรได้อย่างแม่นยำและสอดคล้องกับความคาดหวังของสังคม

Key Takeaways
- รู้จักว่า ESG คือ 3 องค์ประกอบหลัก ด้าน Environmental – Social – Governance ที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร
- ESG ไม่ใช่แค่กระแสรักษ์โลก แต่เป็นมุมมองของการทำธุรกิจในเชิงที่ได้มามากกว่ากำไร โดยเฉพาะเมื่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งเริ่มส่งผลต่อความมั่นคงในระยะยาวของกิจการมากขึ้น
- ธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสื่อสารด้าน ESG และการวัดผลประสิทธิภาพการสื่อสารด้าน ESG ขององค์กรที่เชื่อมโยงการกระทำขององค์กรกับความคาดหวังของสังคมมากขึ้น เพื่อสร้างแบรนด์ที่ดีทั้งในเชิงธุรกิจ และดีในสายตาของผู้บริโภคและโลกมากยิ่งขึ้น
- มาตรฐานการวัดผลความเร็จด้าน ESG ในมุมของแบรนด์และผู้บริโภคไม่เท่ากัน มุมมองบางมุมแบรนด์อาจสื่อสารไปไม่ถึงผู้บริโภค จนทำให้เสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ Wisesight Research จึงมีตัวช่วยที่จะทำให้แบรนด์ได้รู้ว่าการทำหรือสื่อสารที่เกิดขึ้นดีพอในมุมผู้บริโภคแล้วหรือยัง นั่นคือ ESG Social Metric Report
ESG คืออะไร?
ESG ย่อมาจาก Environmental, Social และ Governance ดังนั้น ESG คือ กรอบแนวคิดที่ธุรกิจทั่วโลกใช้ในการประเมินและบริหารผลกระทบที่องค์กรมีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาล ซึ่งในโลกธุรกิจยุคใหม่ ESG ไม่ใช่แค่ตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน แต่กลายเป็นหัวใจของแบรนด์ที่บ่งบอกว่าองค์กรมีจุดยืนและเป้าหมายทางสังคมชัดเจนเพียงใด
โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคเริ่มมาให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่มีจุดยืน มากกว่าแบรนด์ที่กระตุ้นด้วยราคา โปรโมชัน หรือคอนเทนต์โฆษณาใด ๆ โดยเห็นได้จากเทรนด์บน Google Trends และ Social Media ที่คำว่า ESG มีแนวโน้มเติบโตขึ้นในช่วงปี 2024-2025

แต่ในทางกลับกันยังมีหลายองค์กรในประเทศไทยที่เข้าใจผิดว่า ESG เป็นสิ่งเดียวกันกับการทำ CSR ทั้งที่ความจริงแล้ว ESG คือ กรอบการทำงานเชิงกลยุทธ์ของทั้งองค์กรที่ครอบคลุมตั้งแต่การดำเนินธุรกิจห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงวิธีการบริหารจัดการภายใน ไม่ใช่กิจกรรมอาสาอย่างที่เข้าใจกัน ดังนั้น ESG จึงไม่ใช่แค่แนวทางการทำดีเพื่อภาพลักษณ์ของธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นการทำดีให้จริงในทุกมิติขององค์กร
สุดท้ายแล้วองค์กรที่เข้าใจ ESG อย่างแท้จริง จึงไม่ได้หยุดแค่การเล่าเรื่องของแบรนด์ แต่จะต้องฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และใช้ข้อมูลเชิงลึกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ ทั้งต่อธุรกิจ สังคม และโลก ซึ่งสิ่งที่องค์กรจะได้กลับมาไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ที่ดี แต่คือความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค นักลงทุน และพนักงานในระยะยาว

จุดเริ่มต้นและความเป็นมาของ ESG
แนวคิด ESG (Environmental – Social – Governance) ถูกผลักดันในระดับโลกตั้งแต่ปี 2004 ผ่านรายงาน Who Cares Wins ซึ่งจัดทำโดย UN Global Compact ร่วมกับธนาคารและสถาบันการเงินกว่า 20 แห่ง รายงานเสนอว่าการลงทุนที่ดีควรพิจารณาองค์ประกอบ ESG ควบคู่กับตัวชี้วัดทางการเงิน
ต่อมาในปี 2006 แนวคิดนี้ถูกต่อยอดเป็น Principles for Responsible Investment (PRI) เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกนำไปปฏิบัติ ซึ่งภายในปี 2023 มีองค์กรลงนามรับรองกว่า 5,000 ราย จาก 135 ประเทศ รวมสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 120 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ESG จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือวัดผลกระทบ แต่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง เช่น พลังงาน การผลิต อาหาร ไปจนถึงธุรกิจการเงินและการลงทุน ซึ่งในปัจจุบันสถาบันจัดอันดับระดับโลกและในประเทศไทยต่างมีดัชนีวัดผล ESG เพื่อจัดอันดับและประเมินบริษัทจดทะเบียน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของกองทุนขนาดใหญ่
นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ESG ไม่ได้อยู่ในมือของนักลงทุนหรือฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่กลายเป็น ประเด็นเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ที่ฝ่าย PR, CSR และ Branding ต้องมีบทบาทโดยตรง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์นี้มีคุณค่าต่อสังคมอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่ในมุมกำไรหรือสื่อโฆษณา
องค์ประกอบของ ESG มีอะไรบ้าง?
นอกจากความหมายของ ESG แล้วการทำความความเข้าใจองค์ประกอบในแนวคิดนี้ก็สำคัญเช่นกัน ตามหลักการแล้ว ESG มีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ประการ ได้แก่
E – Environmental (สิ่งแวดล้อม)
Environmental หมายถึง ความรับผิดชอบขององค์กรต่อธรรมชาติ เช่น การลดคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint), การใช้พลังงานหมุนเวียน, การบริหารจัดการขยะ, การรักษาทรัพยากรน้ำ รวมไปถึงป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศ ฯลฯ
S – Social (สังคม)
Social หมายถึง ความสัมพันธ์ขององค์กรกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ชุมชน และผู้บริโภค องค์กรต้องดำเนินธุรกิจบนความเท่าเทียมทางเพศ, การให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม รวมถึงเคารพสิทธิมนุษยชนในการดำเนินงานทุกภาคส่วน
G – Governance (ธรรมาภิบาล)
Governance หมายถึง โครงสร้างการบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เช่น การมีบอร์ดอิสระ, นโยบายต่อต้านการทุจริต, การเปิดเผยข้อมูล และระบบร้องเรียนที่เข้าถึงได้

รู้จักแนวคิด SDGs กับ ESG แตกต่างกันอย่างไร?
SDGs กับ ESG มีความแตกต่างกัน โดย SDGs คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals: SDGs เป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาระดับโลกหลังปี 2015 ที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ พร้อมกำหนดเป็นทิศทางการพัฒนาที่ทุกประเทศที่ต้องดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2016 ไปจนถึงปี ค.ศ. 2030 โดยเอกสารที่ประเทศสมาชิกทั้งหมดลงนามรับรองเป็นพันธะสัญญานั้นเรียกว่า “Transforming Our World: the 2030 Agenda for Sustainable Development” หรือ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030”

ในขณะที่ ESG คือ กรอบการประเมินและดำเนินงานที่องค์กรใช้เพื่อให้เกิดการ “ลงมือทำได้จริง” ให้เป้าหมายเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ในภาคธุรกิจ ซึ่งไม่ได้ถูกกำหนดเป็นเป้าหมาย จึงเรียกได้ว่า เป็นแนวคิดที่กำนหดทิศทางขององค์กรด้าน ESG ในระยะยาว
อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น SDGs คือ เป้าหมายระดับโลกที่ทุกประเทศต้องช่วยกันทำ ส่วน ESG คือ วิธีที่องค์กรธุรกิจใช้ลงมือทำ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายเหล่านั้นนั่นเอง
จะเห็นว่า SDGs และ ESG นั้นแตกต่างกันในแง่ของเป้าหมายและการใช้งาน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การทำเพื่อให้องค์กรยั่งยืน (Sustianabilty) ถึงแม้ว่า SDGs จะเป็นเป้าหมายระดับโลกที่ทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันทำ แต่ถ้าองค์กรไม่มีแนวทางที่ชัดเจนหรือไม่มีระบบวัดผลที่เป็นรูปธรรมอย่าง ESG แผนเหล่านั้นก็อาจกลายเป็นแค่แนวคิดที่ไม่สามารถลงมือทำได้จริง
ความสำคัญและประโยชน์ของ ESG ต่อองค์กรธุรกิจ

ในปี 2025 นี้เรื่องของ ESG กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากทั้งใน Mega Trend ของโลกพอ ๆ กับเรื่องของ AI และจะยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก…
- นักลงทุนให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามหลัก ESG ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้นหรือกองทุน เห็นได้จากข่าวสารที่เกิดขึ้น เช่น นักลงทุนและกองทุนยักษ์ใหญ่ในยุโรปต่างหันมาโฟกัส “ESG Performance” มากขึ้น หรือในประเทศไทยเองบริษัทที่มีแนวคิด ESG จะได้รับความสนใจจากกองทุน ESG, กองทุน Green Finance และธนาคารที่จะปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำให้กับองค์กรในกลุ่ม ESG ดังนั้นองค์กรชั้นนำจึงควรรีบปรับแทรกแนวคิด ESG อย่างไวที่สุดเพื่อความมั่นคงทางการเงินในอนาคต
- ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้สนใจแค่สินค้า แต่ต้องการแบรนด์ที่มีจุดยืนด้าน ESG มากขึ้น จากรายงาน Generation Insights 2025 ของ Wisesight พบว่า Gen X, Millennials และ Gen Z มองว่า ‘ความยั่งยืน’ เป็นเรื่องสำคัญ แต่คาดหวังให้แบรนด์ลงมือทำอย่างชัดเจนและโปร่งใส ดำเนินงานจริง ไม่ใช่แค่แคมเปญสวยงาม และมีความคุ้มค่าในระยะยาว หากองค์กรสร้างจุดยืนให้มีความน่าเชื่อถือ ไม่โฆษณาเกินจริง แต่สื่อสารเรื่องจริงที่เกิดจากวิธีคิดและวิธีทำที่ซื่อสัตย์ ซึ่งจะพิสูจน์ว่าแบรนด์นั้นมีคุณธรรมต่อโลกและผู้คนอย่างแท้จริง
- ในด้านของกฎหมายใหม่ Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ที่กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืน (ESG) โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2024 และจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2025 นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ESG รวมถึงความเสี่ยงจากการฟอกเขียว (Greenwashing) ที่อาจทำให้องค์กรเสียชื่อเสียงภาพลักษณ์ กฎระเบียบต่าง ๆ เสี่ยงถูกฟ้องร้อง กระทบไปถึงยอดขาย
- สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากองค์กรที่นำ ESG มาใช้ในการสื่อสารอย่างชาญฉลาดจะมีจุดยืนของ Brand Positioning ที่ชัดเจนในสายตาผู้บริโภค และสามารถเล่าเรื่อง ESG ผ่านสินค้า การสื่อสาร หรือแคมเปญ PR และ CSR ได้อย่างมีมิติ ส่งผลให้ได้เปรียบด้านการแข่งขันในตลาดจากปัจจัยเรื่องภาพลักษณ์แบรนด์รักษ์โลก
ดังนั้น นี่เป็นเรื่องจำเป็นแล้วที่องค์กรจะต้องวางแผนและขับเคลื่อน ESG แบบมียุทธศาสตร์สร้างความยั่งยืนขององค์กรในใจผู้บริโภคและนักลงทุน และแน่นอนว่าการวางแผนเชิงโครงสร้างอย่างครอบคลุมจะช่วยให้องค์กรได้รับประโยชน์มากมาย
รู้จัก ESG Risks ความเสี่ยงที่องค์กรไม่ควรมองข้าม
แม้ ESG จะเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน แต่หากขาดการวางแผนหรือสื่อสารที่เหมาะสม ก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อแบรนด์ได้โดยไม่รู้ตัว และจะกลายเป็น ESG Risks คือ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม (Environmental), สังคม (Social), และธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน หรือการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนตามมาได้ เช่น
- การประกาศเรื่องรักษ์โลกแต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ทำได้จริง ทำให้เสี่ยงถูกมองว่าเป็นฟอกเขียว (Greenwashing)
- การนำเสนอความหลากหลายทางสังคมแต่ขาดความเข้าใจจริง ทำให้เสี่ยงถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพ (Social Washing)
- การไม่ชี้แจงความโปร่งใสในการทำ ESG หรือไม่มีระบบติดตามที่ตรวจสอบได้ องค์กรอาจถูกมองว่าแค่ทำตามหน้าที่ ไม่ได้ขับเคลื่อน ESG อย่างจริงจัง
ดังนั้น การเข้าใจ ESG Risk แม้เพียงเบื้องต้น ก็จะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและวางแผนสื่อสารได้อย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นด้วย
องค์กรควรวางแผนเรื่อง ESG อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ
เมื่อเข้าใจถึงความเสี่ยง ESG แล้ว สิ่งที่องค์กรควรทำคือ วางแผนการทำ ESG อย่างมียุทธศาสตร์ โดยต้องเริ่มจาก…
องค์กรควรดำเนินงานตามแนวคิด ESG
องค์กรควรวางการดำเนินงานให้เป็นระบบที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงกับธุรกิจให้น้อยที่สุด เช่น ตรวจสอบอยู่เสมอว่าองค์กรมีการฟอกเขียว (Greenwashing) หรือใช้แรงงานผิดกฎหมายในซัพพลายเชนหรือไม่? เพิ่มความมั่นคงในระยะยาวด้วยการบริหารทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ เช่น พลังงาน, น้ำ, ขยะ เป็นต้น
องค์กรควรบริหารการสื่อสารด้าน ESG ให้ชัดเจน ตรงประเด็น และมีประสิทธิภาพสูงสุด
องค์กรจะ “พูดอย่างเดียวไม่ได้” แต่ต้องทำให้ผู้บริโภคและนักลงทุน “เห็นจริง” องค์กรที่สื่อสารเรื่อง ESG ได้ดี เท่ากับองค์กรหรือแบรนด์นั้นกล้าที่จะรับผิดชอบอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ความคืบหน้าในโครงการที่ทำ, เปิดระบุความท้าทาย และตั้งเป้าหมาย ESG อย่างโปร่งใส ต้องทำให้ ESG เป็นเรื่องที่ไม่ใช่แค่การ PR แต่มันคือวิธีที่องค์กรแสดงออกว่าเข้าใจโลก เข้าใจสังคม และเข้าใจความรับผิดชอบของตัวเอง
องค์กรควรกำหนดทิศทางด้าน ESG ที่ทำได้จริง
องค์กรควรมีการวางแผนระยะสั้นและระยะยาว การตั้ง KPI ที่เหมาะสม รวมถึงระบบติดตามผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพทั้งด้านการดำเนินงานและด้านการสื่อสาร ควรผสมผสานแนวคิด ESG เข้ากับแผนการตลาด การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน
และเมื่อองค์กรวางระบบการดำเนินงานและการสื่อสาร ESG อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ การรับฟังเสียงของผู้บริโภค เพราะในยุคที่แบรนด์ถูกติดตามตลอด 24 ชั่วโมง การทำ ESG จะไม่สมบูรณ์ถ้าองค์กรไม่รู้ว่า สังคมกำลังพูดถึงเราว่าอย่างไร
ฟังเสียงผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดียที่มีต่อแบรนด์ในประเด็น ESG
แม้หลายองค์กรจะลงทุนในโครงการ ESG อย่างต่อเนื่อง แต่อาจยังไม่เคยวัดผลเลยว่า สังคมรับรู้มากแค่ไหน? และองค์กรได้ใจของผู้บริโภคจากการลงมือทำหรือไม่? ไปจนมีการพูดถึงในประเด็น ESG ในมุมมองเดียวกันกับที่องค์กรพยายามจะสื่อสารหรือเปล่า?

Wisesight Research จึงได้ใช้เครื่องมือ Social Listening สำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคในประเด็น ESG บนโซเชียลมิเดีย ทำให้พบว่า ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 (มกราคม – พฤษภาคม) มีการพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG มากกว่า 1.2 ล้านข้อความ
เสียงสะท้อนเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่สะท้อนถึงความกังวล ความคาดหวัง และข้อเรียกร้องที่สังคมต้องการให้องค์กรเข้าไปมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งความสนใจของผู้บริโภคออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามองค์ประกอบของ ESG ดังนี้

3 ประเด็นหลักที่ผู้บริโภคพูดถึงด้าน Environmental
ปัญหาสิ่งแวดล้อม มีอะไรบ้างที่ผู้บริโภคกังวล ฝากความหวัง และเรียกร้องให้เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย
- อันดับ 1 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ : ปัญหาหลักที่กระทบชีวิตประจำวันและถูกพูดถึงมากที่สุด (382,792 ข้อความ)
- อันดับ 2 การอนุรักษ์ธรรมชาติ : เสียงเรียกร้องให้ปกป้องผืนป่า ทะเล และสิ่งมีชีวิต (61,550 ข้อความ)
- อันดับ 3 พลังงานสะอาด : ทางออกที่ยังคงถูกตั้งคำถามว่ายั่งยืนจริงหรือไม่ (60,697 ข้อความ)
3 ประเด็นหลักที่ผู้บริโภคพูดถึงด้าน Social
ปัญหาสังคมอะไรบ้างที่ผู้บริโภคกังวล ฝากความหวัง และเรียกร้องให้เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย
- อันดับ 1 เศรษฐกิจ : โดยเฉพาะประเด็นความยากลำบากในการหารายได้ของประชาชน (186,428 ข้อความ)
- อันดับ 2 การศึกษา : ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาส (78,342 ข้อความ)
- อันดับ 3 แรงงาน (61,550 ข้อความ) และ AI (60,697 ข้อความ) ซึ่งถูกถกเถียงอย่างเข้มข้นในแง่ผลกระทบต่อการจ้างงานภายในองค์กร
3 ประเด็นหลักที่ผู้บริโภคพูดถึงด้าน Governance
ปัญหาธรรมาภิบาลอะไรบ้างที่ผู้บริโภคกังวล ฝากความหวัง และเรียกร้องให้เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย
- อันดับ 1 การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย : บริโภคตั้งคำถามว่าแบรนด์ใส่ใจเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจริงหรือไม่? และควบคุมความเสี่ยงได้ดีแค่ไหน? (7,282 ข้อความ)
- อันดับ 2 ความโปร่งใส : แบรนด์โปร่งใสเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (6,854 ข้อความ)
- อันดับ 3 พันธมิตร : ผู้บริโภคจับตาว่าความร่วมมือของแบรนด์กับพันธมิตรเป็นความร่วมมือจริงหรือเป็นการสร้างความผูกขาด (4,920 ข้อความ)
ต้องการรู้อินไซต์ด้าน ESG จากเสียงผู้บริโภคมากกว่านี้?
ดาวน์โหลดรายงาน “ถอดรหัสเสียงโซเชียล ความคาดหวัง ESG ของคนไทยสู่การลงมือทำของแบรนด์” จาก Wisesight Research ฟรีได้แล้วตอนนี้!

แต่ถ้าหากองค์กรของคุณต้องการยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทีม Wisesight Research พร้อมนำเสนอข้อมูลจาก “ESG Social Metric Report” ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของคะแนน ESG ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม (E) สังคม (S) และธรรมาภิบาล (G) ของแบรนด์คุณ พร้อมเปรียบเทียบคะแนนกับคู่แข่ง
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ทีม Wisesight Research




