เจาะลึกอินไซต์คอนเทนต์สายอาหารบน TikTok ด้วยเทคโนโลยี Speech-to-Text และการใช้ Social Listening ที่สายทำคอนเทนต์และนักการตลาดต้องรู้และนำไปใช้!

ในยุคที่คอนเทนต์ไหลผ่านตลอดเวลา อะไรทำให้ผู้ชมเลือก “หยุดฟัง”? คำถามนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของบทความนี้ที่ทางทีม Wisesight Research ต้องการหาคำตอบจากการสำรวจเสียงที่ดังอยู่บนโลกโซเชียลมีเดียในฝั่งของคอนเทนต์สายอาหารจาก TikTok แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมที่มีวิธีการทำคอนเทนต์ที่น่าสนใจ

ซึ่งจากอินไซต์พบว่า คอนเทนต์ประเภท Home Cook ในปี 2024 เป็นประเภทคอนเทนต์มาแรงใน TikTok ที่ได้รับยอด Engagement บน TikTok มากถึง 273 ล้านครั้ง (มากกว่า Facebook ถึง 1.5 เท่า) มียอดรับชมรวมกว่า 4,947 ล้านครั้ง และมีการผลิตวิดีโอใหม่มากถึง 19,000 คลิปตลอดทั้งปี

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพอาหารที่น่ารับประทานไม่ใช่จุดขายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเสียงที่ถูกใช้ในคลิป ไม่ว่าจะเป็นเสียงเล่าเรื่อง เสียงพูดคุย หรือแม้แต่เสียงบรรยายในแบบฉบับของครีเอเตอร์เอง ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างอารมณ์ร่วม

ทีม Wisesight Research จึงต่อยอดการทำวิจัยด้าน Social Data ในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น จึงเลือกวิเคราะห์คลิปจากครีเอเตอร์สาย Home Cook จำนวนหนึ่ง แล้วทำการถอดรหัสด้วยการแปลงเสียงพูดในคลิปให้เป็นข้อความด้วยเทคโนโลยี  Speech-to-Text และพยายามมองแต่ละ ‘คำ’ ที่กล่าวออกมา ว่าอะไรคือองค์ประกอบที่ทำให้คอนเทนต์เหล่านี้น่าติดตาม และทำให้ผู้ชมรู้สึก Engage ต่อกัน

เทคโนโลยี Speech-to-Text คืออะไร?

เทคโนโลยี Speech-to-Text (STT) คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการแปลงเสียงที่มนุษย์พูดให้อยู่ในรูปแบบข้อความ (Text) โดยอัตโนมัติ ผ่านการประมวลผลด้วย AI และระบบรู้จำเสียง (Speech Recognition) 

ซึ่งทีม Wisesight Research ได้นำมาใช้เพื่อวิเคราะห์หาอินไซต์จากคลิปวิดีโอของ TikToker ของคอนเทนต์สายอาหาร พร้อมกับใช้ Social Listening อย่าง Zocial Eye ซึ่งมี Wisesight AI เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังเข้ามาช่วยวิเคราะห์มุมมองของภาพที่เกิดขึ้นจากคลิปวิดีโอ ทำให้ทีมสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเสียงในเชิงลึก เช่น Sentiment, Keyword ตลอดจนการเล่าเรื่องของ TikToker ในสายอาหารที่ทำแล้วมี Performance ดี รวมถึงมีรายละเอียดของวิดีโอที่น่าสนใจ 

และนี่คือกระบวนการที่ทีม Wisesight Research นำมาใช้ร่วมกันเพื่อสกัดเป็นข้อมูลเชิงลึกและได้ออกมาเป็นอินไซต์ที่น่าสนใจ ดังนี้

เทคโนโลยี Speech to text จาก TikTok Content

Classify: จำแนกองค์ประกอบของข้อมูล

เพื่อลองเข้าใจว่าเสียงแบบไหนที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้จริง เราเริ่มต้นด้วยการเก็บตัวอย่างคลิปวิดีโอบน TikTok ที่สามารถสร้าง Engagement ได้สูง เพื่อให้เป็นตัวแทนของคอนเทนต์ที่คนให้ความสนใจในช่วงนั้น สิ่งที่เราพบคือ “คอนเทนต์อาหาร” ยังคงเป็นที่สนใจมาโดยตลอด 

  1. เราคัดเลือกครีเอเตอร์สาย Home Cook ที่ทำผลงานได้ดีในช่วงปีที่ผ่านมา จำนวน 20 ราย และเก็บรวบรวมคลิปวิดีโอรวมทั้งหมด 350 คลิป ซึ่งโพสต์ระหว่างวันที่ 1–30 มิถุนายน 2568 เพื่อศึกษารูปแบบการเล่าเรื่องและบทสนทนาที่เกิดขึ้นในคลิปเหล่านั้น ผ่านเครื่องมือ Social Listening อย่าง Zocial Eye
  2. การสกัดคำพูดจากเสียงจึงเริ่มต้นขึ้นผ่านเทคโนโลยี Speech-to-Text ที่ช่วยแปลงคำพูดในวิดีโอให้กลายเป็นข้อความอย่างแม่นยำ 
  3. นำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลคู่กับองค์ประกอบอื่น เช่น แคปชันใต้คลิป หรือหัวข้อของวิดีโอได้สะดวกและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อจับคู่เสียงพูดกับการจัดหมวดหมู่ของเนื้อหา 

ซึ่งสกัดออกมาได้เป็นกลุ่มตัวอย่างหัวข้อที่พบได้บ่อยบน TikTok เช่น

  • Funny & Comedy: คอนเทนต์ที่เน้นความตลกขบขัน มีม หรือมุกเบาสมอง
  • Celebrity & Entertainment News: ข่าวสารและเรื่องราวของศิลปิน ดารา คนดังในวงการบันเทิง
  • Society & Current Affairs: ประเด็นทางสังคม สิ่งแวดล้อม หรือเรื่องที่กำลังเป็นกระแส ณ ชณะนั้น 
  • Food: คอนเทนต์อาหาร ตั้งแต่สูตร เมนูทำง่าย และการรีวิวแนะนำร้านอาหาร
  • Animal & Pets: คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับความน่ารัก

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่เราพบคือ สไตล์การเล่าเรื่องผ่านเสียงนั้นมีความหลากหลายและส่งผลต่อการรับรู้ของผู้ชม โดยแบ่งออกเป็น 6 แบบ ดังนี้

  • Informative: โทนการพูดที่เน้นการสื่อสารเชิงข้อมูล เช่น สอนทำอาหาร อธิบายขั้นตอน หรือบอกเคล็ดลับ
  • Storytelling: โทนการพูดที่เล่าเรื่องประกอบการทำอาหาร มักเกี่ยวข้องกับเช่น การพูดถึงความทรงจำในวัยเด็ก ความผูกพันในครอบครัว หรือประสบการณ์ส่วนตัว
  • Emotional: โทนการพูดที่แสดงอารมณ์ชัดเจน เช่น ความคิดถึง ความอบอุ่น มักเชื่อมโยงกับเมนูพิเศษ
  • Romantic: โทนที่น่ารัก หวานละมุน เช่น การพูดถึงการทำอาหารให้คนรักหรือคนพิเศษ
  • Comedic: โทนตลก ขำขัน หรือใช้คำพูดที่เล่นมุก มีจังหวะการพูดแบบโอเวอร์แอคติ้ง เพื่อสร้างความบันเทิง
  • Energetic: โทนที่เต็มไปด้วยพลัง เช่น การพูดเร็ว เสียงใส คึกคัก หรือมีจังหวะที่เร่งเร้า ทำให้คนดูรู้สึกสนุกตาม
  1. จากนั้นจึงนำ ‘รูปภาพจากปกคลิป’ มาจำแนกองค์ประกอบด้วย Object Recognition เพื่อดูวัตถุหรือสิ่งของที่ปรากฏในภาพ สิ่งที่เราน่าจะได้เห็น เช่น
  • วัตถุหลักที่ปรากฏในภาพ เช่น คน สิ่งของ อาหาร ต้นไม้
  • ฉากและองค์ประกอบของภาพถ่าย เช่น เป็นภาพ Close-up เห็นหน้าคนชัด ๆ หรือเป็นภาพวิวธรรมชาติ
  • ข้อความที่ปรากฏบนภาพ
  • โลโก้แบรนด์ในภาพ (ในตัวอย่างที่หยิบมา ไม่ปรากฏโลโก้แบรนด์ในภาพปก)

First Glance: วิเคราะห์ภาพปกและเสียงใน 3 วินาทีแรก

บน TikTok พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก จนบางครั้งแค่ 2-3 วินาทีแรกก็สามารถตัดสินได้แล้วว่า ผู้ชมจะอยู่ต่อหรือไม่ และนั่นทำให้คำพูดช่วงต้นคลิป และภาพปกคลิปกลายเป็นด่านแรกของการดึงดูดใจให้คนรับชมวิดีโอต่อ

วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพปกวิดีโอที่ได้รับ Engagement สูง

เราจึงทำการวิเคราะห์คลิปวิดีโอ TikTok ที่มี Engagement สูงในเดือนมิถุนายนด้วยการถอดเสียงเฉพาะช่วงต้นคลิปออกมาเป็นข้อความ เพื่อศึกษาว่า ครีเอเตอร์มักใช้ประโยคอะไรในการเริ่มต้นเรื่องราว

เราพบว่า คำเปิดคลิปส่วนใหญ่มักอยู่ในหมวดของประโยคสั้น ๆ ที่คุ้นเคย เช่น “วันนี้” จะมาทำอะไร, ชวนให้ “ทุกคน” มาดูสิ่งนี้, หรือบอกว่า “อันนี้” ของดี และภาพปกส่วนใหญ่จะมี ‘ใบหน้า’ ของครีเอเตอร์คนนั้น ที่กำลังจะเล่าเรื่องนั่นเอง

Word Cloud คำพูด (เสียง) ที่ใช้ในช่วงต้นคลิปวิดีโอ 3 วินาทีแรกImage Clouds องค์ประกอบภาพของภาพปกคลิปวิดีโอ TikTok
เทคโนโลยี Speech to text ในการวิเคราะห์ภาพปกและเสียงบนวิดีโอ
เทคโนโลยี Speech to text ในการวิเคราะห์ภาพปกและเสียงบนวิดีโอ

ข้อมูลจาก TikTok อ้างอิงจาก 200 คลิปที่มีเอ็นเกจเมนต์สูง โพสต์ในช่วงระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2568

คลิปวิดีโอเหล่านี้ คำพูดช่วงต้นคลิป (2-3 วินาทีแรก) จะเน้นไปที่ตัวครีเอเตอร์ หรือคนที่นำเสนอคอนเทนต์ จึงเปิดภาพด้วยเจ้าของคลิปทักทาย แล้วชวนคุยอย่างเป็นกันเองในช่วงต้น เพื่อเกริ่นเข้าสู่ประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ โดยมีหลายรูปแบบการพูดคุย ไม่ว่าจะเป็น…

  • ตรงประเด็นแบบไม่อ้อมค้อมว่าวันนี้จะมาทำอะไร นี่คืออะไร รีวิวอะไร
  • มีอารมณ์ร่วม เช่น น้ำเสียงสดใส ตื่นเต้น หรือแกล้งตลกเล็ก ๆ
  • ชวนคุยทักทาย ด้วยภาษาที่เป็นกันเอง สร้าง connection กับผู้ชม
  • ใช้คำทักทายที่เป็นเอกลักษณ์ สื่อความเป็นตัวเอง สร้างการจดจำ
  • เปิดด้วยคำถาม เพื่อกระตุ้นความสนใจ หรือเริ่มต้นด้วยประโยคที่ขัดแย้งกับความรู้หรือความเชื่อเดิม ๆ
  • เล่าเรื่องสั้น ๆ แต่ยังเล่าใม่จบ ให้รู้สึกค้างคา

ร่วมกับการมีข้อความสั้น ๆ บนปกคลิปที่ชัดเจน ตรงประเด็น ซึ่งอาจเป็นคำคม คำตลก หรืออาจแค่เพื่อเกริ่นนำถึงเรื่องเล่า (แค่เกริ่น, ไม่ใช่สรุป) โดยภาพและเสียงเหล่านี้ ทำหน้าที่เหมือน Hook ที่คอยเกี่ยวผู้ชมไว้ไม่ให้เลื่อนผ่าน และพร้อมจะฟังต่อจนจบคลิป

วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพปกวิดีโอของสายทำอาหาร

สำหรับคลิปวิดีโอ TikTok ของสายทำอาหารนั้น จากข้อมูลของครีเอเตอร์ 20 คนที่เรานำมาศึกษา พบว่า แต่ละคนต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการนำเสนอ โดยในช่วงต้นคลิป มีทั้งการเปิดด้วยการเตรียมวัตถุดิบอาหาร, รูปอาหารที่ทำเสร็จแล้ว หรือตัวครีเอเตอร์เองที่มาเล่าวิธีการปรุงอาหาร

คำพูดในช่วงแรกจะคล้าย ๆ กับที่นำเสนอไปแล้ว คือเป็นคำเกริ่นทั่วไป เช่น “วันนี้” จะมาทำเมนูอะไร หรือชวนให้ “ทุกคน” ทำอะไรบ้างในวันนี้ นอกจากนี้ จะเป็นการพูดชื่อเมนู (เช่น ส้มตำ หรือยำต่าง ๆ) และบอกถึงเคล็ดลับการทำอาหารให้อร่อยยิ่งขึ้น ส่วนภาพปกมาทำเมนูนี้ด้วยกันหรือบอกว่า “อันนี้” ของดี และภาพปกนั้น จะเน้นชู้โรงที่รูป ‘อาหาร’ และ ‘พ่อครัว-แม่ครัว’ เจ้าของช่อง

Word Cloud คำพูด (เสียง) ที่ใช้ในช่วงต้นคลิปวิดีโอ 3 วินาทีแรกImage Clouds องค์ประกอบภาพของภาพปกคลิปวิดีโอ TikTok
เทคโนโลยี Speech to text ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพปกวิดีโอของสายทำอาหาร
เทคโนโลยี Speech to text ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพปกวิดีโอของสายทำอาหาร

ข้อมูลจากครีเอเตอร์สายทำอาหาร อ้างอิงจาก 350 คลิปจาก 20 ครีเอเตอร์ โพสต์ในช่วงระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2568

แน่นอนว่า เมื่อเป็นคลิปวิดีโอของคนทำอาหาร ภาพปกจึงชูจุดเด่นไปที่อาหารโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการซูมไปที่เนื้อสัตว์ที่กำลังสุกฉ่ำ, เครื่องปรุงที่ดูจัดจ้าน หรือหม้อต้มที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบแน่น ๆ ประกอบกับวิธีการชวนุคุยของแต่ละคน หรืออาจเปิดด้วยเมนู วัตถุดิบ วิธีการปรุงอาหารทันทีแบบไม่อ้อมค้อม เพื่อสร้างความสนใจตั้งแต่วินาทีแรก ๆ

ในขณะเดียวกัน บรรยากาศรอบข้างก็ช่วยเติมรสให้การทำอาหารมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น จึงมีการทำอาหารนอกสถานที่ หรือจัดฉากหลังให้เห็นธรรมชาติร่มรื่นเช่นกัน ซึ่งทำให้ผู้ชมเหมือนได้พักใจไปพร้อมกัน หรือสำหรับบางคน อาจเลือกเริ่มด้วยคลิปการรับประทานอาหารอย่างมีความสุข แสดงสีหน้าที่ดูเอร็ดอร่อยในจังหวะที่ตักคำแรกเข้าปาก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการส่งต่อความรู้สึกให้คนดูสัมผัสถึงความอร่อยผ่านหน้าจอ และทำให้ผู้ชมรู้สึกอยากอยู่ต่อเพื่อดูว่าเมนูนี้เขาทำกันอย่างไร

Second Look: วิเคราะห์ภาพและเสียงที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น

หัวข้อเกี่ยวกับอาหารเป็นที่สนใจของชาวโซเชียลเสมอมา จากข้อมูลของ TikTok ตั้งแต่ต้นปี 2568 คลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับ ‘อาหาร’ ติดอันดับ 4 ของประเภทคอนเทนต์ที่ได้รับบความนิยมสูงสุด เป็นรองเพียงคลิปตลก, เนื้อหาสายดารา-บันเทิง และข่าว-ประเด็นทางสังคม

Dimension Insight top engagement

ข้อมูลจาก TikTok แบ่งตามหัวข้อต่าง ๆ อ้างอิงจากคลิปที่มีเอ็นเกจเมนต์สูง

คอนเทนต์ที่ได้รับเอ็นเกจเมนต์สูงบน TikTok มักสะท้อนกระแสความสนใจของผู้คนในแต่ละช่วงเวลา และหนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงต่อเนื่องคือ อาหาร โดยเฉพาะเมนูที่เข้าถึงง่าย และการเล่าเรื่องที่เป็นกันเอง จนคนดูรู้สึกว่า อยากทำตาม ไม่ใช่เพราะแค่อยากกิน แต่อยากรู้สึกแบบเดียวกับครีเอเตอร์ในคลิป

ในโลกของ TikTok การ เล่าเรื่อง กลายเป็นหัวใจสำคัญของครีเอเตอร์สายอาหาร ไม่ใช่แค่ “ทำเมนูนี้อย่างไร?” แต่คือการพาผู้ชม ออกเดินทางไปพร้อมกัน ผ่านวัตถุดิบ กลิ่น เสียง ความทรงจำ หรือแม้แต่บรรยากาศในครัว ผู้ชมไม่ได้รู้สึกว่าแค่เรียนรู้การทำอาหาร แต่กำลังได้ ใช้เวลาดี ๆ ไปพร้อมกับคนทำ

สัดส่วนภาพรวม สไตล์การพูดจากคลิปวิดีโอที่ได้รับเอ็นเกจเมนต์สูงสัดส่วนภาพรวม สไตล์การพูดของครีเอเตอร์สายทำอาหาร(จากตัวอย่าง 20 คน)
ภาพรวมสไตล์การพูดจากคลิปวิดีโอที่ได้รับเอ็นเกจเมนต์สูง
ภาพรวมสไตล์การพูดจากคลิปวิดีโอที่ได้รับเอ็นเกจเมนต์สูง
ข้อมูลจาก TikTok อ้างอิงจาก 200 คลิปที่มีเอ็นเกจเมนต์สูง โพสต์ในช่วงระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2568ข้อมูลจากครีเอเตอร์สายทำอาหาร อ้างอิง 350 คลิปจาก
20 ครีเอเตอร์ โพสต์ในช่วงระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2568

จากนั้น เมื่อเรานำคลิปวิดีโอ TikTok กลับมาวิเคราะห์อีกครั้ง โดยเน้นการฟังเสียงทั้งคลิป เพื่อทำความเข้าใจโทนการเล่าเรื่อง พบว่า

คลิปวิดีโอที่ได้รับเอ็นเกจเมนต์สูง มักใช้โทนการเล่าแบบ Storytelling เป็นหลัก เพื่อสร้างความใกล้ชิด และพาผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมกับเรื่องราวที่ถ่ายทอด

ครีเอเตอร์สายทำอาหาร โดยเฉพาะกลุ่ม Home Cook ส่วนใหญ่จะเน้นโทน Informative เป็นหลัก เช่น การอธิบายขั้นตอน, บอกเคล็ดลับ, หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมนูนั้น ๆ อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แต่ละครีเอเตอร์ก็มีสไตล์เฉพาะตัว และหลายคนเลือกผสมผสานหลายโทน ในคลิปเดียวกัน เช่น เริ่มด้วยเรื่องเล่าสั้น ๆ แล้วจึงตามด้วยข้อมูลการทำอาหาร หรือใส่อารมณ์อบอุ่นและเสียงหัวเราะเพื่อให้เข้ากับเมนูที่นำเสนอ

จึงไม่สามารถสรุปได้ตายตัวว่า โทนใดดีที่สุด เพราะหัวใจสำคัญของคลิปที่เวิร์กจริง ๆ คือ ความสอดคล้องกัน ระหว่าง วิธีเล่าเรื่อง, ตัวตนของครีเอเตอร์ และความคาดหวังของผู้ชม

สัดส่วนลักษณะการพูดของตัวอย่างครีเอเตอร์สายทำอาหารแต่ละคน

คลิปวิดีโอลักษณะการเล่าแบบ Storytelling ได้รับเอ็นเกจเมนต์สูง

สรุป 3 แนวทางการเล่าเรื่องของคอนเทนต์สายทำอาหาร

จากการวิเคราะห์คอนเทนต์สายทำอาหารโดยใช้ข้อมูลเสียงและข้อความจาก TikTok สามารถสรุปรูปแบบการเล่าเรื่องที่พบได้บ่อยที่สุดออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้

3 แนวทางการเล่าเรื่องของ Tiktok คอนเทนต์สายทำอาหาร
  • สร้างความน่าเชื่อถือด้วย Informative: สอนทำอาหาร บอกเล่าเคล็ดลับ

เป็นการอธิบายวิธีการทำอาหารอย่างชัดเจน พร้อมบอกเคล็ดลับระหว่างทาง ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเก่งและความจริงใจของครีเอเตอร์ ที่พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ให้เรา นอกจากนี้ อาจมีการแนะนำวัตถุดิบเฉพาะ เช่น วัตถุดิบท้องถิ่น หรือของที่เราไม่คุ้นเคย เป็นความรู้ใหม่ให้ผู้ชม และทำให้คอนเทนต์มีสเน่ห์แบบสาย Local

เนื้อหาสไตล์ข้อมูล ไม่เพียงแต่สอนทำอาหารเท่านั้น แต่ยังปลุกความรู้สึกชื่นชม และเชื่อถือในความรู้อีกด้วย

  • สร้างความผูกพันด้วย Storytelling: แชร์สูตรพร้อมเรื่องราว

เป็นการใช้เรื่องเล่ามาสร้างความน่าสนใจระหว่างการทำอาหาร โดยผู้พูดมักเล่าเรื่องราวประกอบการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัว ประสบการณ์ในอดีต หรือเล่าความประทับใจควบคู่ไปกับการทำอาหาร (เราเคยเจอคนที่เล่าเรื่องเพื่อนบ้านให้ฟัง ขณะทำอาหารด้วย!) เนื้อหาจึงไม่ได้สื่อเพียงแค่กระบวนการทำอาหาร สร้างความผูกพันและความรู้สึกร่วมของผู้ชมได้

Storytelling ช่วยเพิ่มมิติของความเป็นมนุษย์ให้คอนเทนต์อาหาร ทำให้ผู้ชมไม่เพียงแค่เรียนรู้ แต่ยังรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้พูด ราวกับได้รู้จักกันมากขึ้น

  • เพิ่มความอบอุ่นด้วย Emotional: เชื่อมโยงด้วยความรู้สึกและความทรงจำ

เสียงที่สื่อถึงอารมณ์ เช่น ความคิดถึง ความอบอุ่น หรือความภูมิใจ มักปรากฏร่วมกับเมนูที่มีเรื่องราวพิเศษในชีวิต เช่น เมนูที่เคยทานในวัยเด็ก รสชาติที่แม่เคยทำให้ หรืออาหารที่ตั้งใจมอบให้คนสำคัญอย่างแฟนหรือครอบครัว

หลายครั้ง เมนูเหล่านี้มักเป็น Comfort Food หรืออาหารที่กินแล้วรู้สึกสบายใจและปลอดภัย

Emotional storytelling จึงกลายเป็นพลังสำคัญในการ สร้างเอ็นเกจเมนต์ทางใจ ที่เชื่อมโยงไปสู่ความรู้สึก คิดถึง และความผูกพันทางอารมณ์กับผู้ชม

นอกจากรูปแบบการเล่าเรื่องแล้ว ‘น้ำเสียง’ และ ‘สรรพนามเฉพาะตัว’ ยังเป็นอีกหนึ่งลายเซ็นของครีเอเตอร์ที่ผู้ชมจดจำได้อย่างชัดเจนแม้ไม่เห็นหน้า หลายคนจึงใช้คำพูดติดหู มีจังหวะการเล่าที่เป็นเอกลักษณ์ จึงทำเสียงไม่ใช่แค่ตัวพากย์เมนู แต่เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม

สรุปแล้ว…เสียงคืออีกหนึ่งสูตรลับที่ทำให้คอนเทนต์ติดหู ติดใจ

ภาษาที่ใช้ในคอนเทนต์ เป็นสะพานที่เชื่อมตัวตนของผู้เล่า เข้ากับความรู้สึกของผู้ชม

เสียงในคอนเทนต์ TikTok สายอาหาร ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่บรรยายขั้นตอนหรืออธิบายเมนู แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดอารมณ์ เรื่องราว และตัวตนของผู้เล่าให้เข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น ตั้งแต่เสียงเปิดที่ชวนให้ฟังต่อ เสียงกลางที่ให้ข้อมูลอย่างจริงใจ ไปจนถึงเสียงช่วงท้ายที่ฝากความรู้สึกไว้ในใจผู้ชม ทุกช่วงของเสียงล้วนมีบทบาทในการทำให้คอนเทนต์น่าสนใจยิ่งขึ้น

องค์ประกอบอย่างถ้อยคำที่เลือกใช้ น้ำเสียงที่สื่ออารมณ์ หรือแม้แต่จังหวะการเล่าเรื่อง ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ชมอย่างเป็นธรรมชาติ

ในยุคที่ใครก็เป็นครีเอเตอร์ได้ การเข้าใจการใช้ ‘เสียง’ ให้เหมาะกับเนื้อหาและผู้ชม จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิคการเล่าเรื่อง แต่เป็นอีกหนึ่งสูตรลับที่ทำให้คอนเทนต์นั้นเข้าถึง และอยู่ในใจไปได้อีกนาน

หรือต้องการ Insight สำหรับวางกลยุทธ์การสื่อสารในแพลตฟอร์มยอดนิยมอื่นๆ เราขอแนะนำให้คุณลองดาวน์โหลดรายงาน Business Usage 2025 จาก Wisesight Research รายงานที่วิเคราะห์จากข้อมูลกว่า 2,300 แบรนด์ใน 27 กลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมแจกแจงตัวอย่าง Content Pillar ที่ถูกใช้จริงในแพลตฟอร์ม TikTok, Facebook, Instagram และ X (Twitter) รวมถึงวิเคราะห์แนวโน้มว่าคอนเทนต์แบบไหน “ได้ผลในโลกจริง” การวางกลยุทธ์ Content Pillar ที่ดีจะเป็นฐานสำคัญให้แบรนด์สามารถนำแทคติกต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ในบทความนี้ ไปประยุกต์ใช้อย่างมีกลยุทธ์ สร้าง Engagement ได้อย่างสม่ำเสมอ และก้าวสู่การเป็นเจ้าของพื้นที่สื่อของตัวเองอย่างแท้จริง

Wisesight Research Business Usage Q1/2025

จากข้อมูลสู่การลงมือทำจริง Wisesight Research คือพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจทุกจังหวะแบรนด์

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวางแผน กลางแคมเปญ หรือหลังจบแคมเปญ ทีม Wisesight Research พร้อมสนับสนุนด้วยกระบวนการวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Led Research) และออกแบบให้ตอบโจทย์ทุก Stage ของ Consumer Journey

เรามีทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล Social Listening, การทำ Quantitative และ Qualitative Research รวมถึงการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Speech-to-Text และ Image Analysis เพื่อสกัดอินไซต์ลึกจากพฤติกรรมผู้บริโภคจริง ๆ

  • เข้าใจผู้บริโภค (Consumer Insight)
  • วิเคราะห์คอนเทนต์-พฤติกรรม (Content & Context Insight)
  • ต่อยอดสู่กลยุทธ์ที่ใช่ และใช้ได้จริง

ลงทะเบียนเพื่อปรึกษากับทีมงานของเรา เพื่อทำความรู้จักกับการทำ Research ด้วย Social Data เพิ่มเติม >>สนใจพูดคุยเรื่องการทำ Research <<

Wisesight-Research