เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่กับเทรนด์ Solo Economy หรือเศรษฐกิจคนโสดและการอยู่คนเดียวที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม

ในอดีต การใช้ชีวิตคนเดียวมักถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมเฉพาะกลุ่ม หรือเป็นวิถีชีวิตที่อยู่นอกกรอบของสังคมส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบัน เทรนด์ Solo Economy กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวิธีคิดของธุรกิจ อุตสาหกรรม และวัฒนธรรมองค์กร

ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกที่จะกินข้าวคนเดียว เดินทางคนเดียว พักอาศัยคนเดียว หรือแม้แต่ทำธุรกิจคนเดียว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “พฤติกรรมหลัก” ของผู้คนยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับอิสระ ความยืดหยุ่น และการควบคุมชีวิตด้วยตัวเองมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมต่อ กลยุทธ์แบรนด์ วัฒนธรรมองค์กร และรูปแบบการให้บริการ ในหลายอุตสาหกรรม ทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตาว่า “Solo Economy” จะกลายเป็น Consumer Trend ที่จะส่งผลต่อรูปแบบและวิธีการดำเนินชีวิตของทั้งผู้คนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

Wisesight Research จึงรวบรวม Customer Insight สำคัญเกี่ยวกับ Solo Economy เพื่อให้แบรนด์เข้าใจลึกถึงเทรนด์นี้ พร้อมใช้ข้อมูลไปวางกลยุทธ์สื่อสาร ผลิตภัณฑ์ และแคมเปญได้อย่างแม่นยำ

เพราะ Solo Economy ไม่ใช่แค่พฤติกรรมการอยู่คนเดียว แต่คือ “Insight ใหม่ที่ทรงพลัง” สำหรับธุรกิจในยุคนี้

ทำไม Solo Economy ถึงเป็น Consumer Trend ที่น่าจับตามอง?

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการเข้าสู่ยุค Solo Economy มาจากโครงสร้างประชากรที่ “เปลี่ยนแปลงแบบเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง”

ภาพแสดงการเพิ่มขึ้นของครัวเรือนคนเดียวในประเทศไทย

ในปี 2022 ประเทศไทยพบว่า จำนวนครัวเรือนคนเดียวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดกว่า 4 เท่าจาก 6% เป็น 26% จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมด นับเป็นการเติบโตมากกว่า 4 เท่าในระยะเวลาอันรวดเร็ว สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบปัจเจกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ข้อมูลจาก Euromonitor ยังระบุว่า ประเทศไทยอยู่ใน 10 อันดับแรกของกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกที่มีค่าใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคสำหรับครัวเรือนเดี่ยวสูงที่สุด

เพิ่มเติมจากรายงานของ Ipsos ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลง โดยอัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) อยู่ที่ประมาณ 1.3 ซึ่งต่ำกว่าระดับที่จำเป็นสำหรับการทดแทนประชากร ซึ่งหมายความว่ากลุ่มประชากรคนรุ่นใหม่ในช่วงอายุของ Gen Y และ Gen Z มีอัตราการแต่งงานหรือมีลูกที่ลดลง และเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดพฤติกรรม Solo Economy

อ้างอิงจาก: Solo Economy : เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในยุคอยู่คนเดียว

อ้างอิงจาก: IPSOS GENERATIONS REPORT 2024

พฤติกรรมที่มาพร้อมการใช้ชีวิตคนเดียว (Solo Economy Trend)

การอยู่คนเดียวในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะ “จำเป็น” หรือ “ไม่มีทางเลือก” อีกต่อไป แต่เป็นการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ควบคุมได้ ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความสุขส่วนตัวในโลกที่หมุนเร็วและเปลี่ยนไว กลายเป็น Consumer Trend ที่เด่นชัด

คนรุ่นใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z มองว่า การมี “พื้นที่ของตัวเอง”แบบที่ไม่ต้องประนีประนอมกับใคร และการอยู่กับตัวเองคือโอกาสในการดูแลจิตใจที่เหนื่อยล้าจากสังคมที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน

ข้อความสะท้อนพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบ Solo จากผู้บริโภคยุคใหม่ Gen Y และ Gen Z ที่เลือกอยู่คนเดียว กินข้าว ดูหนัง และท่องเที่ยวลำพังอย่างมีความสุข

พฤติกรรมที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงแค่ “อยู่คนเดียว”แต่คือการ ใช้ชีวิตแบบ Solo อย่างเต็มรูปแบบทั้งในมุมของการใช้เวลา การเลือกซื้อ การบริโภค และการสร้างความสุขด้วยตัวเอง

พฤติกรรมหลักของการอยู่คนเดียวที่แสดงออกมาผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน

จากพฤติกรรมเล็ก ๆ อย่างการกินข้าวคนเดียว ไปจนถึงการวางแผนเดินทางคนเดียวในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ล้วนเป็นสัญญาณของความเปลี่ยนแปลงที่แบรนด์ควรจับตา เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความต้องการเชิงอารมณ์ แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจในมิติต่าง ๆ อย่างมหาศาล

และนี่คือ 2 อินไซต์ที่ทีม Wisesight Research พบจากการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียในช่วงปี 2024 ซึ่งแสดงถึงการเติบโตของพฤติกรรมที่แสดงถึงการเติบโตของ Solo Economy Trend หรือเทรนด์คนโสดและการอยู่คนเดียว โดยจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

1. Solo Traveling 

เมื่อการอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องแปลก การเดินทางคนเดียวจึงไม่ใช่เรื่องเสี่ยงหรือเหงาอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ประสบการณ์ส่วนตัว” ที่คนรุ่นใหม่แสวงหาเพื่อการพักผ่อน ค้นหาแรงบันดาลใจ และหลีกหนีจากชีวิตที่ถูกเร่งเร้า  กิจกรรมลักษณะนี้แสดงออกภายใต้ Engagement มากถึง 13,230,725 ตลอดปี 2024

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เพียงแค่นักท่องเที่ยวไทยที่มีแนวโน้มเที่ยวคนเดียวมากขึ้น แต่ประเทศไทยก็ยังจัดว่าเป็น 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักเที่ยวแบบฉายเดี่ยวในปี 2025 อีกด้วย

ตัวอย่างพฤติกรรม Solo Traveling

ตัวอย่างพฤติกรรม Solo Traveling จากผู้บริโภคไทยที่เดินทางคนเดียว เที่ยวเชียงคาน นั่งรถไฟตู้นอน พร้อมข้อความชื่นชมประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบโซโล่ที่สะท้อนเทรนด์ผู้บริโภคปี 2025

2. Solo Living

มากกว่าการท่องเที่ยวที่เป็นเพียงช่วงเวลาไม่กี่วัน สิ่งที่บ่งบอกถึงการเติบโตของ Solo Economy อย่างแท้จริง คือ พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่กลายเป็นกิจวัตร เช่น การกินข้าวคนเดียว การดูหนังคนเดียว หรือการใช้เวลาเงียบ ๆ คนเดียวในคาเฟ่ รวมไปถึงรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid ที่แม้จะมีเพียงคอมพิวเตอร์พกพาเพียงเครื่องเดียวก็สามารถทำงานที่ไหนก็ได้บนโลก ทำให้ผู้คนมีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตประจำวันคนเดียวโดยไม่พึ่งพาการคบค้าสมาคมมากขึ้น 

โดยในปี 2024 พบว่ามีค่า Engagement จากโพสต์หรือการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันคนเดียวมากถึง 2 ล้านข้อความ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึง Consumer Trend ที่กำลังมาแรง ณ ขณะนี้

ภาพข้อความจากผู้บริโภคที่สะท้อนพฤติกรรม Solo Living เช่น กินข้าวคนเดียว เดินห้างคนเดียว ใช้ชีวิตลำพังอย่างมีความสุข สะท้อนแนวโน้มผู้บริโภคปี 2024 ที่เลือกอยู่คนเดียวเป็นปกติ

แบรนด์ต้องปรับ เมื่อคนเลือกใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องตั้งคำถามต่อไปคือ แบรนด์ต่าง ๆ พร้อมแล้วหรือยัง?กับการออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ สำหรับ “คนเพียงคนเดียว”

การเติบโตของ Solo Economy ไม่ได้เป็นเพียงเป็นสัญญาณทางพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่กำลังกลายเป็น “เงื่อนไขใหม่” ที่ธุรกิจต้องตอบรับอย่างจริงจัง เนื่องจากผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตคนเดียวสามารถตัดสินใจได้โดยยึดถือตัวเองเป็นที่ตั้ง เปรียบเสมือนทุกการซื้อคือของฉันคนเดียว ดังนั้น การตลาดที่เคยออกแบบมาสำหรับกลุ่มครอบครัวหรือแพ็กคู่ จึงต้องถูกตั้งคำถามใหม่ว่ายังตอบโจทย์โลกที่ “หนึ่งคน” คือ “หนึ่งตลาด” ได้อยู่หรือไม่?

ปรากฏการณ์นี้ทำให้แบรนด์ที่มองเห็นและออกแบบ “ประสบการณ์แบบโซโล่” จะกลายเป็นผู้ได้เปรียบในตลาดที่การแข่งขันไม่ใช่แค่เรื่องราคาแต่เป็นเรื่องของ “ความเข้าใจลึกถึงจังหวะชีวิต” จึงเป็นที่มาถึงตัวอย่างของแต่ละอุตสาหกรรมว่ามีการปรับตัวในรูปแบบไหนเพื่อให้ตามทัน และจับความต้องการของ Consumer Trend ที่กำลังมาแรง ณ ขณะนี้

ตัวอย่างการปรับตัวของแบรนด์จากอินไซต์ Solo Economy Trend

จาก 2 อินไซต์ที่ทีม Wisesight Research พบจากการวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียในช่วงปี 2024 ได้แก่ Solo Traveling และ Solo Living ทำให้หลายอุตสาหกรรมเกิดการปรับตัวด้านการสื่อสาร การทำแคมเปญ หรือการปรับรูปแบบของสินค้าและบริการมากขึ้น

และนี่คือ 5 อุตสาหกรรมตัวอย่างที่สามารถนำ Solo Economy Trend มาปรับใช้ในการทำธุรกิจมากขึ้นในปีนี้

1. Hospitality & Travel Agency

การเติบโตของ Solo Traveler ทำให้ธุรกิจในกลุ่ม Hospitality & Travel Agency ต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียว โดยการออกแบบแพ็กเกจทัวร์ที่เหมาะสม การจัดห้องพักที่ตอบโจทย์ และการสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น 

ภาพจากแพลตฟอร์ม FTLO Travel ที่ออกแบบทริป Solo-ish Thailand สำหรับนักท่องเที่ยวเดินทางคนเดียว พร้อมแผนที่เส้นทางทัวร์ในประเทศไทย รองรับเทรนด์ Solo Traveling ที่เติบโตในกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานอายุ 25–39 ปี

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเกิดขึ้นของแบรนด์ขนาดเล็กถึงกลางและแพลตฟอร์มที่รองรับการมาถึงของนักท่องเที่ยวโซโล่จากต่างประเทศ (Solo Traveling) ในรูปแบบ “มาคนเดียวแต่โซโล่เป็นกลุ่ม ซึ่งสามารถกลายมาเป็นจุดขายอย่างโดดเด่นของการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่” โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมาจาก FTLO Travel ซึ่งมีการจัดทริปกลุ่มสำหรับนักท่องเที่ยวคนเดียวอายุ 25–39 ปี 

เช่น ทริป 8 วันในประเทศไทยที่รวมกิจกรรมหลากหลายและมีตัวเลือกห้องพักเดี่ยว รวมถึง TourRadar แพลตฟอร์มนี้มีทัวร์ที่ออกแบบสำหรับนักท่องเที่ยวคนเดียวโดยเฉพาะ เช่น โปรแกรม “Cycle Southern Thailand” ที่มีนักท่องเที่ยวคนเดียวเข้าร่วมถึง 66% และ “Solo-ish Thailand” ที่เน้นการเดินทางแบบอิสระ

2. Restaurant

ผู้คนเริ่มมองเวลามื้ออาหารว่าเป็น “ช่วงพักจากโลกที่วุ่นวาย” มากกว่าการเข้าสังคมเพื่อแสดงตัวตน ร้านอาหารจึงต้องปรับจากการเป็น “พื้นที่พบปะ” มาสู่การเป็น “พื้นที่พักใจ” ของคนที่อยากมีเวลาส่วนตัว และแน่นอนว่า ผู้บริโภคที่มากับตัวเอง ไม่ได้หมายถึง “กำลังซื้อน้อย” แต่เป็นการจ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ในลักษณะที่แตกต่างออกไปจากเดิม 

สอดคล้องกับข้อมูลจากปี 2024 ที่คาดการณ์มูลค่าทางการตลาดของธุรกิจอาหารเติบโตกว่า 5-7% ซึ่งส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการเติบโต มาจากเทรนด์การกินข้าวคนเดียว ซึ่งคล่องตัวและตัดสินใจง่ายกว่าการนัดพบปะเป็นกลุ่มก้อน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการปรับตัวจากฝั่งร้านอาหารคือ ปรากฏการณ์ร้านสุกี้ทั้งหน้าใหม่และเก่า ต่างปรับตัว เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า “กินข้าวคนเดียว” ทั้งการออกโปรโมชั่นเพื่อคน ๆ เดียว และปรับที่นั่งให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ข้อความจากผู้บริโภคที่สะท้อนพฤติกรรม Solo Living

3. Residential Real Estate

ในอดีต “บ้าน” มักถูกออกแบบมาเพื่อครอบครัว 2–4 คน แต่ในยุคที่รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กลุ่มคนที่ตั้งใจโสด (intentionally single) หรือผู้ที่ใช้ชีวิตตามลำพังในเมืองกำลังกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคหน้าใหม่ที่เป็นเป้าหมายของบรรดาแบรนด์อสังหาฯ ที่เริ่มชูแนวคิดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมเหล่านี้ในผลิตภัณฑ์ของตนเอง เพื่อเข้าไปเป็นตัวเลือกของผู้บริโภคในกลุ่ม Solo Living มากขึ้น

ปรากฏการณ์นี้สัมพันธ์กับรายงานจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ในไตรมาส 3 ปี 2567 กลุ่มอายุ 25–34 ปี (Gen Y และ Gen Z) คือกลุ่มที่มีสัดส่วนความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยสูงที่สุด คิดเป็น 46.9% ของผู้ที่มีแผนซื้อบ้านทั่วประเทศ โดยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังไม่มีครอบครัว หรืออยู่คนเดียวในเมืองใหญ่

นอกจากนี้ยังแนวโน้มอีกด้านที่น่าจับตามองคือ ความนิยมของโครงการที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ซึ่งเชื่อมโยงกับการอยู่อาศัยคนเดียว ทำให้ต้องการความสัมพันธ์ทางอารมณ์ในรูปแบบอื่น เช่น การเป็น Pet Parent หรือการเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก ฯลฯ เติบโตมากขึ้น ก่อเกิดเป็น Consumer Trend ที่กำลังมาแรง ณ ขณะนี้ด้วยเช่นกัน

ภาพโครงการคอนโดแนวสูงและแนวราบในเมืองไทยที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มโสดโดยเลือก (intentionally single)

คอนโดยุคใหม่เน้นออกแบบด้วยพื้นที่กะทัดรัดเหมาะสำหรับอาศัยอยู่คนเดียว ด้วยขนาดไม่ถึง 30 ตร.ม. ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ราคาเริ่มต้นเพียง 2-3 ล้านบาท และบางแห่งอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Solo Residence ในปัจจุบัน

4. Streaming Platform

พฤติกรรมผู้บริโภคหรือ Consumer Trend ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปแบบเงียบ ๆ แต่มีความโดดเด่นในตัวเอง คือ ในวงการ Streaming Platform จากที่เราเคยเห็นปรากฏการณ์การใช้แพลตฟอร์มแบบแชร์ร่วมกัน กลายเป็นการเลือกใช้งานแพลตฟอร์ม Streaming ในรูปแบบที่มีความเป็นส่วนตัว คุณภาพ และความคุ้มค่าแบบรายบุคคลมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากฝั่ง Video Streaming คือ ในปี 2024 Netflix เปิดตัวแพ็กเกจ Mobile เพียง 99 บาทต่อเดือน เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ที่ดูผ่านมือถือคนเดียว พร้อมปรับราคาแพ็กเกจ Basic จากเดิม 279 บาท เหลือเพียง 169 บาท สะท้อนถึงความ“ตั้งใจ” ที่จะทำให้ประสบการณ์รับชมสำหรับคนเดียวเข้าถึงง่ายขึ้น คุ้มค่า และไม่รู้สึกถูกบังคับให้แชร์บัญชี

สำหรับด้าน Music Streaming พบว่า ในปี 2024 TIDAL รวมแพ็กเกจ HiFi และ HiFi Plus เป็นแพ็กเกจเดียวในราคา 139 บาทต่อเดือน แทนที่แพ็กเกจ HiFi Plus ซึ่งอยู่ที่ 258 บาทต่อเดือน ผู้ใช้แบบรายบุคคล จะได้รับฟีเจอร์คุณภาพเสียงระดับ Hi-Res, Dolby Atmos และ 360 Reality Audio โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มและลดสเป็คแต่อย่างใด นี่จึงเป็นการออกแพ็กเกจ “ให้คนเดียว ได้คุณภาพแบบเต็มที่” โดยไม่รู้สึกเป็นผู้ใช้กลุ่มรอง

แพลตฟอร์ม Streaming ในรูปแบบที่มีความเป็นส่วนตัว

Streaming Platform จึงกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ปรับโครงสร้างราคาและฟีเจอร์เพื่อรองรับกลุ่ม “Solo User” ที่ไม่ได้มากับครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน แต่มีความภักดีสูง ใช้งานประจำ และจ่ายเองเต็มจำนวน

5. Health & Wellness

เมื่อคน Gen Y มีแนวโน้ม “ไม่แต่งงาน” หรือ อยู่คนเดียวอย่างถาวร สูงขึ้นเรื่อย ๆ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จบแค่ที่ไลฟ์สไตล์ แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ และเป็นจุดเริ่มต้นของ “สังคมสูงวัยที่ไม่มีคนดูแล” ซึ่งในอีก 10–20 ปีข้างหน้า คนกลุ่มเดียวกันนี้จะกลายเป็นผู้สูงอายุซึ่งไม่ได้มีบุตรหลาน หรือคู่สมรสเป็นผู้ดูแลเหมือนในอดีต

ความต้องการดูแลสุขภาพในยุคใหม่นี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ “การดูแลผู้ป่วย” เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบริการเชิงป้องกัน, การวางแผนสุขภาพระยะยาว, ที่ปรึกษาด้านสุขภาพแบบองค์รวมที่ช่วยจัดการความมั่นคงทางกาย ใจ และการเงินให้กับผู้ที่ใช้ชีวิตแบบลำพัง

ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และเป็นช่องทางให้หน่วยงานหรือองค์กรเอกชน ต่อยอดการดูแลผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณอย่างครบวงจร เพื่อรองรับการเติบโตของ Consumer Trend นี้

ตัวอย่างบริการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว เช่น บริการพาไปหาหมอและกิจกรรมเพื่อสุขภาพจิตใจ โดยธุรกิจด้าน Health & Wellness ที่ปรับตัวรองรับกลุ่มคนโสดถาวรและสังคมสูงวัยในอนาคต

ซึ่งในปัจจุบันพบว่า ธุรกิจขนาดเล็กที่ดำเนินการด้วยความเป็น Personal Branding ไปจนถึงบริษัทประกันต่างเริ่มมีบริการดูแลผู้สูงอายุในหลากหลายมิติ เช่น การบริการอยู่เป็นเพื่อนผู้สูงอายุและบริการพาไปหาหมอ ฯลฯ จึงคาดว่าบริการลักษณะนี้จะมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบัน และมากขึ้นในอีก 10-20 ปี ในวันที่คนวัยทำงานเริ่มแก่ตัวลง

บทสรุปและทิศทางในอนาคตของ Solo Economy Trend

“อยู่คนเดียว” กำลังกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ของสังคม

Solo Economy จึงไม่ใช่เพียงแค่ไลฟ์สไตล์ของคนโสดหรือการอาศัยอยู่คนเดียวเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่กำลังจะกลายเป็นโครงสร้างถาวรของสังคมยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยทำงาน เช่น Gen Y และ Gen Z ที่มีแนวโน้มจะไม่แต่งงาน หรือเลือกใช้ชีวิตแบบไร้พันธะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากข้อมูลของ International Population Conference 2021 พบว่าในประเทศไทย สัดส่วนของผู้ที่ไม่เคยแต่งงานในช่วงวัย 30–34 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 1970 เป็น 23% ในปี 2010 และแนวโน้มดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่การบริโภค การเดินทาง การอยู่อาศัย ไปจนถึงการวางแผนอนาคต ทั้งด้านสุขภาพและการเงิน และเมื่อมองไปไกลกว่านั้น ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า สังคมไทยจะเข้าสู่ภาวะประชากรสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aging Society) โดยมีกลุ่มสูงวัยที่อยู่ตามลำพังเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือกลุ่ม Gen Y วันนี้ที่ยังโสดหรือไม่มีลูกหลานในอนาคต

ดังนั้น การคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับแบรนด์ตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่แค่การ “ขายของให้คนโสด” แต่คือการ ออกแบบระบบสนับสนุนการใช้ชีวิตแบบระยะยาวให้กับคนที่ใช้ชีวิตลำพังในฐานะพลเมืองเต็มรูปแบบ

แน่นอนว่าธุรกิจที่ตอบสนองต่อแนวโน้ม Solo Economy ได้ดี จะไม่เพียงได้แต่ยอดขาย แต่จะได้รับความไว้วางใจ จากกลุ่มที่ตัดสินใจซื้อได้ด้วยตัวคนเดียวและจงรักภักดีต่อแบรนด์ที่เข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริง

สนใจรับข้อมูลอินไซต์ของพฤติกรรมผู้บริโภคดี ๆ แบบนี้ สามารถดาวน์โหลดข้อมูล Report จากทีม Wisesight Research เพิ่มเติมในประเด็นอื่น ๆ ได้ที่ https://store.wisesight.com/


หรือต้องการทำวิจัยเพื่อสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค เจาะลึกถึงประสิทธิภาพของแบรนด์และคู่แข่ง ไปจนถึงการทำ Market Research ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาได้เลยที่นี่