ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและขับเคลื่อนด้วย “โซเชียลมีเดีย” การเข้าใจภาพรวมการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มจึงเป็นหัวใจสำคัญในการวางกลยุทธ์ของแบรนด์ทุกอุตสาหกรรม Wisesight Research ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากกว่า 2,000 แบรนด์ใน 20 กลุ่มธุรกิจ ตลอดปี 2566 (มกราคม – ธันวาคม) เพื่อสะท้อนแนวโน้มและทิศทางการเติบโตของโลกโซเชียลที่เปลี่ยนไปในทุกมิติ

ปี 2566 ปีแห่งการแข่งขันด้วยกลยุทธ์โซเชียลมีเดีย

ตลอดปีที่ผ่านมาโซเชียลมีเดียยังคงเป็นสนามหลักในการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค โดยมีคอนเทนต์จากแบรนด์รวมกว่า 1.4 ล้านชิ้น และสร้างเอ็นเกจเมนต์มากกว่า 579 ล้านครั้ง จาก 5 แพลตฟอร์มหลัก Facebook, X, Instagram, YouTube และ TikTok ซึ่งสะท้อนว่าแบรนด์ไทยยังคงใช้โซเชียลเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารและสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา

การใช้งานโซเชียลมีเดียในแต่ละอุตสาหกรรมในปี 2566

แบรนด์จากแต่ละอุตสาหกรรมเลือกใช้แพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เพื่อสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคของตนเอง เช่น

  • Skincare โดดเด่นทั้งบน Facebook และ TikTok
  • Marketplace & E-Commerce Platform ครองพื้นที่บน X
  • Shopping Center & Department Store มาแรงบน Instagram
  • ส่วน Beverage ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งบน YouTube

โดยเฉพาะธุรกิจ Skincare ที่มี Engagement บน Facebook เพิ่มขึ้นกว่า 133% และยอดรับชมสูงสุดบน TikTok สะท้อนว่า “คอนเทนต์ความงาม” ยังคงเป็นหนึ่งในหมวดที่ขับเคลื่อนโซเชียลได้อย่างแข็งแรงที่สุดของปี

ทิศทางการเติบโตของโซเชียลมีเดียปี 2566

พฤติกรรมของผู้ใช้งานโซเชียลในปี 2566 แสดงให้เห็นถึง “ความหลากหลายของจุดแข็งในแต่ละแพลตฟอร์ม” ที่ตอบโจทย์เป้าหมายของแบรนด์ในรูปแบบต่างกันไป ตั้งแต่การสร้างภาพจำ การกระตุ้นการมีส่วนร่วม ไปจนถึงการสร้างไวรัลในวงกว้าง แต่ละช่องทางจึงไม่เพียงเป็นพื้นที่สื่อสาร แต่ยังเป็น “กลไกทางกลยุทธ์” ที่ช่วยขับเคลื่อนแบรนด์ให้เข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น

Facebook ยืนหนึ่งแพลตฟอร์มหลักของแบรนด์ไทย

facebook

แม้จะเป็นแพลตฟอร์มที่อยู่มานาน แต่ Facebook ยังคงเป็นช่องทางหลักโดยในแต่ละอุตสาหกรรม มี Engagement รวมกว่า 300 ล้านครั้ง ซึ่งกลุ่มธุรกิจ Skincare, Shopping Center & Department Store และ Insurance เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของปีนี้

X ช่องทางคอนเทนต์สั้น กระชับ และเกาะกระแส

x

หลังรีแบรนด์จาก Twitter มาเป็น “X” แพลตฟอร์มนี้ยังคงเป็นพื้นที่สำคัญของแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารกับกลุ่มแฟนคลับหรือเทรนด์ที่รวดเร็ว แม้ Engagement ลดลง 13% แต่แบรนด์ยังใช้พื้นที่นี้ในการสร้างบทสนทนาผ่าน Influencer และศิลปินอย่างต่อเนื่อง

Instagram พลังของภาพและ Reels ดันเอ็นเกจเมนต์พุ่ง

ig

Instagram มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดของปี โดย Reels เพิ่มจาก 9% เป็น 20% ของคอนเทนต์ทั้งหมด และสร้างเอ็นเกจเมนต์สูงถึง 58 ล้านครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่ม Shopping Center & Department Store ที่เติบโตทะลุ 300%

YouTube พื้นที่ของวิดีโอคุณภาพและคอนเทนต์รีวิว

youtube

แม้การแข่งขันจากวิดีโอสั้นจะเพิ่มขึ้น แต่ YouTube ยังคงมีจุดแข็งด้านความลึกของคอนเทนต์ ด้วยยอดเข้าชมกว่า 14,000 ล้านครั้ง จากวิดีโอรีวิวและโฆษณาความยาว 15 – 30 วินาที โดยกลุ่ม Beverage และ E-Commerce เติบโตอย่างเห็นได้ชัด

TikTok ดาวรุ่งแห่งวิดีโอสั้นที่ขับเคลื่อนยอดวิว

tiktok

TikTok มีบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มสร้างไวรัล มียอดเข้าชมกว่า 38,000 ล้านครั้ง โดยกลุ่ม Skincare และ Marketplace & E-Commerce Platform ครองอันดับต้น สะท้อนพลังของคอนเทนต์ที่จริงใจและเข้าถึงง่าย

แบรนด์ต้องเข้าใจ “บทบาทของแต่ละแพลตฟอร์ม”

summary

ข้อมูลจาก Wisesight Research ชี้ชัดว่าไม่มีแพลตฟอร์มใดแทนที่อีกช่องทางได้ แต่ละโซเชียลมีเดียมี “หน้าที่” และ “อิทธิพล” ที่แตกต่างกัน 

Facebook คือฐานผู้ติดตามขนาดใหญ่, X คือพื้นที่ข่าวสารเรียลไทม์, Instagram คือแรงบันดาลใจจากภาพ, YouTube คือคลังวิดีโอคุณภาพ และ TikTok คือแหล่งเริ่มต้นของไวรัลใหม่ ๆ การเข้าใจจุดแข็งเหล่านี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถ “เชื่อมต่อกับผู้บริโภค” ได้อย่างมีประสิทธิภาพในปีต่อไป

อนาคตของการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย

ในปี 2567 การเติบโตของโซเชียลจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะไม่ใช่แค่ “สื่อสารได้ไว” แต่ต้อง “สื่อสารได้ตรงจุด” เข้าใจผู้บริโภคผ่านข้อมูลจริง และใช้พลังของแต่ละแพลตฟอร์มอย่างชาญฉลาดเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

บริการ Wisesight Research