เหตุการณ์แผ่นดินไหว ส่งผลกระทบในระดับเป็นภัยพิบัติที่กระตุ้นให้ผู้คนย้อนกลับมาทบทวนถึง “บ้าน” หรือ “ที่อยู่อาศัย” ของตนได้ชัดเจนที่สุด เพราะสิ่งปลูกสร้างคือปราการด่านแรก และด่านสุดท้ายระหว่างชีวิตของผู้อยู่อาศัยกับภัยที่ไม่คาดฝัน
ซึ่งเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมานี้ ก็ได้ปลุกกระแสความตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยให้กลับมาเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) โดยเฉพาะในมิติการตัดสินใจเลือกซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างถาวร
ฟังเสียงของผู้บริโภคที่กล่าวถึง “แผ่นดินไหว” บนโซเชียลมีเดีย (Social Listening)

เพื่อเป็นกรณีศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงด้านความคิดเห็นของผู้บริโภคและผลกระทบต่อภาคอสังหาฯ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทาง Wisesight Research จึงทำการเก็บข้อมูลบนโซเชียลมีเดียภายใต้ประเด็นการพูดถึง “สิ่งปลูกสร้าง” จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye เพื่อทำความเข้าใจอินไซต์ของผู้บริโภค (Consumer Insight) ในเชิงลึกมากขึ้น
โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ สิ่งปลูกสร้างใน “แนวราบ” เช่น บ้านหรือทาวน์โฮม และ “แนวสูง” เช่น คอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว มีข้อความที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 228,937 ข้อความ และได้รับ Engagement มากกว่า 149 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่า ผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนให้ความสำคัญทันทีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น
เปรียบเทียบพฤติกรรมการค้นหา (Search) เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างใน ‘แนวราบ’ และ ‘แนวสูง’
เนื่องจากความสนใจของผู้บริโภคเกี่ยวกับโครงการอสังหาฯ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโลกโซเชียลเพียงอย่างเดียว Wisesight Research จึงได้มีการใช้เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์อย่าง Similarweb เพื่อสำรวจดูพฤติกรรมการค้นหาบ้านและคอนโดบนเว็บไซต์ต่าง ๆ ในช่วงก่อน และหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งก็ได้พบความแตกต่างที่น่าสนใจ ดังนี้
เทรนด์การค้นหาคำว่า ‘บ้าน’

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ปริมาณการค้นหาคำว่า “บ้าน” เกิดขึ้นทั้งหมด 195,778 ครั้ง ซึ่งมีจำนวนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ถึง 23 มีนาคม อย่างไรก็ดี หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวการค้นหาคำว่า
“บ้าน” กลับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่วันที่ 6-20 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงหลังแผ่นดินไหว สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจสิ่งปลูกสร้างในแนวราบที่มากขึ้น
เทรนด์การค้นหาคำว่า ‘คอนโด’

ในขณะเดียวกัน ปริมาณการค้นหาของคำว่า “คอนโด” เกิดขึ้นทั้งหมด 132,261 ครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม ไปจนถึง 23 มีนาคมซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุ แต่ความสนใจดังกล่าวกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังแผ่นดินไหว
สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางความสนใจของตลาดอสังหาฯ หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีแนวโน้มของความสนใจไปยังแนวราบสวนทางกับเทรนด์การค้นหาที่อยู่อาศัยแนวสูงที่มีปริมาณการค้นหาลดลง
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปต่อการเลือกซื้อสิ่งปลูกสร้าง ‘แนวราบ’ และ ‘แนวสูง’
จากข้อมูลที่ทำการสำรวจบนโซเชียลมีเดีย ทำให้เห็นถึงความคิดเห็นของผู้บริโภคที่สะท้อนเป็นผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ หลังจากการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น…
ผลกระทบของแผ่นดินไหวต่อการเลือกซื้อสิ่งปลูกสร้าง ‘แนวสูง’
1. ความเชื่อมั่นในอาคารสูงที่ลดลง
ผู้บริโภคบางส่วนเลือกที่จะไม่ซื้อหรือเช่าอย่างเด็ดขาด ไปจนเลื่อนแผนการของตัวเองออกไปโดยไม่มีกำหนดหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านความปลอดภัย และปัจจัยด้านความคุ้มค่า ตัวอย่างเช่น ความสะดวกในการอพยพ หรือการมองว่าคอนโดเป็นที่ดินลอยฟ้า ซึ่งหากเกิดแผ่นดินไหวอีกก็อาจทำให้เงินที่ซื้อไปสูญเปล่าทั้งหมด
ตัวอย่างเสียงของผู้บริโภค:
“หลังจากแผ่นดินไหวก็ไม่กล้าซื้อคอนโดอีกเลย”
“ถ้ามีที่ดิน ต่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝันเราก็ยังสร้างขึ้นมาใหม่ได้ แต่ถ้ามันลอยฟ้าถล่มลงมาก็ไม่มีอะไรเหลือ”
2. ถ้าเลือกไม่ได้ก็อยากอยู่ชั้นที่ไม่สูงมาก
สำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ยังไม่มีงบในการซื้อหรือเช่าบ้าน การย้ายไปอยู่ห้องที่ใกล้กับพื้นดินมากสุดคือพฤติกรรมที่พบเห็นได้ชัดเจน โดยมีสาเหตุหลักมาจากความสะดวกในการอพยพเช่นกัน
ตัวอย่างเสียงของผู้บริโภค:
“หลังเกิดเหตุเราก็ย้ายเลย ไปอยู่ชั้นเตี้ยๆแทน ตอนนั้นวิ่งลงมาจากชั้น 33 กว่าจะอพยพลงมาได้ก็เกือบครึ่งชั่วโมง”
3. มาตรฐานความปลอดภัยคืออีกหนึ่งปัจจัยการเลือกซื้อที่ขาดไม่ได้
หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว กลุ่มที่ยังอาศัยอยู่ในคอนโดหรือมีแพลนจะซื้อคอนโดนั้นต้องการข้อมูลด้านโครงสร้างและเทคโนโลยีป้องกันแผ่นดินไหวที่มีประโยชน์ เช่น การซ้อมหนีภัย และเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงสั่น
ตัวอย่างเสียงของผู้บริโภค:
“อาคารทุกอาคารต้องมีเซ็นเซอร์ตรวจสอบแผ่นดินไหวครับ เพื่อการอพยพที่ทันท่วงที”
ผลกระทบของแผ่นดินไหวต่อการเลือกซื้อสิ่งปลูกสร้าง ‘แนวราบ’
1. บ้านแนวราบถูกมองว่าปลอดภัยกว่าอาคารสูง
หลังแผ่นดินไหว หลายคนรู้สึกว่าบ้านแนวราบนั้นปลอดภัยกว่า เพราะอยู่ติดพื้นดิน ไม่ต้องพึ่งลิฟต์หรือวิ่งลงบันไดหลายชั้นเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์ได้มากกว่า โดยเฉพาะกับคนที่มีผู้สูงอายุ เด็ก หรือสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน
ตัวอย่างเสียงของผู้บริโภค
“ซื้อบ้านดีกว่า ถ้ามีแผ่นดินไหวอีกจะได้อพยพทุกอย่างได้ทัน ยิ่งถ้าคนไม่ได้อยู่คนเดียวยิ่งควรค่ะ”
2. ให้ความสำคัญกับโครงสร้างและวัสดุก่อสร้างมากขึ้น
จากที่เคยดูแค่แบบบ้านหรือทำเล ตอนนี้ผู้ซื้อมีแนวโน้มที่จะสนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงสร้าง เสาเข็ม วัสดุก่อสร้าง และความแข็งแรงมากขึ้น
ตัวอย่างเสียงของผู้บริโภค
“ถึงจะปลอดภัยกว่าแต่สุดท้ายก็อยากเลือกที่แข็งแรง และทนต่อเหตุการณ์อะไรแบบนี้ได้จริงๆนะ”
3. เลือกบ้านในทำเลที่รู้สึกมั่นใจเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
คนเริ่มมองหาทำเลที่รู้สึก “อยู่แล้วอุ่นใจ” เช่น ไม่อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อน หรือเลือกพื้นที่ที่มีถนนใหญ่ ใกล้โรงพยาบาล หรือมีทางหนีไฟชัดเจน ทำเลจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกอีกต่อไป แต่เกี่ยวกับความปลอดภัยด้วย
ตัวอย่างเสียงของผู้บริโภค
“เป็นไปได้ก็อยากได้ข้อมูลโครงการที่ปลอดภัยจากแผ่นดินไหวด้วย เข้าใจว่าน้ำท่วมทำได้อยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าแผ่นดินไหวทำได้มั้ย 555”
จุดเจ็บปวด (Pain Point) ของผู้อยู่อาศัยในสิ่งปลูกสร้างแนวสูง
แม้ที่อยู่อาศัยในแนวสูงอย่างคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์จะเป็นทางเลือกยอดนิยมของคนเมือง แต่เหตุการณ์ แผ่นดินไหวล่าสุดได้สะท้อนถึงความเปราะบางบางประการที่กระทบต่อตลาดอสังหาฯ ในแนวสูง
ซึ่งจากการวิเคราะห์เสียงของผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดีย Wisesight Research พบว่า ผู้พักอาศัยจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัย และความเชื่อมั่นต่อที่อยู่อาศัยของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างแผ่นดินไหวเกิดขึ้นจริง ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. บันไดหนีไฟใช้ไม่ได้ หรือหาไม่เจอ (127 ข้อความ)
ผู้พักอาศัยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบันไดหนีไฟได้ทันทีเมื่อเกิดแรงสั่นไหว บางรายพบว่าประตูล็อกหรือทางเดินถูกกีดขวาง ขณะที่อีกหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบันไดอยู่ตรงไหน สะท้อนปัญหาการออกแบบที่ไม่ได้คำนึงถึงการอพยพจริง และการขาดการสื่อสารที่ชัดเจน
ตัวอย่างเสียงของผู้บริโภค
“ที่น่ากลัวกว่านั้นคือตอนเกิดเหตุ ผนังและเพดานทรุดลงมาทำให้บันไดหนีไฟใช้การไม่ได้”
2. รอประกันเคลมนาน (112 ข้อความ)
แม้จะมีประกันภัยคุ้มครองแผ่นดินไหว แต่กระบวนการเคลมกลับล่าช้า ต้องรอเอกสาร-วิศวกรตรวจสอบนานนับสัปดาห์ ส่งผลให้ลูกบ้านที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยก็ยังไม่สามารถซ่อมแซมได้เร็วอย่างที่ควร
ตัวอย่างเสียงของผู้บริโภค
“แจ้งเคลมไป 3 รอบ คอนโดเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาสำรวจ โทรไปแจ้ง 3 ครั้ง ขอเลขกรมธรรม์ สถานที่ ชื่อผู้เอาประกัน แต่ไร้การติดต่อจะ 30 วันแล้ว ห่วยมากๆ ไม่รู้จะจ่ายค่าประกันไปทำไม”
3. ได้เงินเยียวยาน้อย (43 ข้อความ)
ผู้เสียหายบางรายได้รับเงินเพียงหลักร้อยหรือพันต้น ๆ ทั้งที่ค่าเสียหายจริงมากกว่านั้นหลายเท่า สร้างความรู้สึกว่า “ช่วยแต่ไม่พอ” โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องย้ายออกชั่วคราว หรือไปหาที่พักใหม่ เช่น โรงแรมหรือบ้านญาติ ซึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้รับการเยียวยาเพิ่มเติม
ตัวอย่างเสียงของผู้บริโภค
“อยากให้ค่าโรงแรมเบิกได้จัง” (จากโพสต์ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการหาที่พักอาศัยหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้คอนโดของบางคนไม่สามารถเข้าอยู่ได้)
เกมในวงการอสังหาต่อจากนี้จะเป็น “การสร้างความมั่นใจ”
ปัญหาและความกังวลด้านความปลอดภัยที่ผู้บริโภคพบเจอในช่วงเหตุการณ์แผ่นดินไหว กลายมาเป็นแรงกดดันที่แบรนด์อสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญ แน่นอนว่าในระยะแรก การชะลอตัวของยอดขายอาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ในระยะยาว สิ่งที่สำคัญคือการ “สร้างความมั่นใจ” ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในกลุ่มโครงการแนวตึกสูง ไม่ว่าจะเป็นความมั่นใจในโครงสร้าง วัสดุก่อสร้าง ระบบป้องกันแผ่นดินไหวในด้านต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือในมิติด้านการเงิน ซึ่งหากแบรนด์สามารถสื่อสารปัจจัยเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน และสม่ำเสมอ อาจสามารถดึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับคืนมาได้เร็วยิ่งขึ้น
บทสรุปผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวต่อธุรกิจอสังหาฯ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวไม่เพียงกระทบโครงสร้างทางกายภาพ แต่ยังเขย่าความรู้สึกของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ทั้งในแง่ของความปลอดภัย ความมั่นใจ และการตัดสินใจในการเลือกที่อยู่อาศัย
ซึ่งข้อมูลจากพฤติกรรมการค้นหาประกอบกับ Consumer Insight ในโซเชียลสะท้อนว่า “ความมั่นใจ” กลายเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะในโครงการแนวสูง แบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างจริงจังและสม่ำเสมอ จะกลายเป็นผู้เล่นที่ได้เปรียบในเกมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากกว่าที่เคย
| หากต้องการหาอินไซต์เชิงลึกในแง่มุมต่าง ๆ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการทำ Social Data Analysis สามารถติดต่อทีมงาน Wisesight Research เพื่อจัดทำวิจัยเฉพาะสำหรับแบรนด์ที่ช่วยทำให้ทุกธุรกิจได้ข้อมูลเชิงลึกจากเสียงของผู้บริโภคในทุกมุมมองที่ต้องการได้เลยที่นี่ |





