ช่วงที่แบรนด์ต้องแข่งขันกันทั้งเรื่องความถี่ ความเร็ว และรูปแบบคอนเทนต์ การดูว่า “โพสต์อะไรไปแล้วบ้าง” จึงเริ่มตอบโจทย์น้อยลง สิ่งที่ควรดูต่อคือ Content Performance ของแต่ละแพลตฟอร์ม ว่าคอนเทนต์รูปแบบไหนสร้างผลลัพธ์ และผู้บริโภคตอบสนองต่างกันอย่างไร
Key Takeaways
- Content Performance ควรดูทั้งจำนวนคอนเทนต์ เอนเกจเมนต์ และ อดวิวร่วมกัน
- แต่ละแพลตฟอร์มมีบทบาทและรูปแบบคอนเทนต์ที่สร้างผลลัพธ์ต่างกัน
- จำนวนโพสต์ที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้เอนเกจเมนต์ หรีอ ยอดวิว เพิ่มขึ้นตามเสมอ
- Business Usage สามารถใช้เป็นบททบทวนและวางแผนได้สำหรับนักการตลาด
ภาพรวม Content Performance บอกอะไรกับนักการตลาด?

Wisesight Research ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมการใช้งานโซเชียลมีเดีย Business Usage Q2/2026 โดยวิเคราะห์คอนเทนต์ของแบรนด์ใน 38 กลุ่มธุรกิจบน Facebook, X, Instagram, YouTube และ TikTok เพื่อดูว่า Content Performance ของแต่ละแพลตฟอร์มเปลี่ยนไปอย่างไร ทั้งในแง่ปริมาณคอนเทนต์และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค
ผลการวิเคราะห์พบว่าในไตรมาส 2 มีคอนเทนต์รวมประมาณ 598,000 ชิ้น เพิ่มขึ้น 7.41% QoQ และสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) รวมประมาณ 429 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 4.21% QoQ การดู Content Performance จะช่วยให้นักการตลาดเห็นว่าแพลตฟอร์มไหน และคอนเทนต์รูปแบบใดสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่า เพื่อนำไปปรับกลยุทธ์การตลาด (Content Strategy) ต่อไป
แต่ละแพลตฟอร์มสร้าง Content Performance ต่างกันอย่างไร

Shopping Center & Department Store เป็นกลุ่มธุรกิจที่ผลิตคอนเทนต์มากที่สุดประมาณ 150K ชิ้น และสร้างเอนเกจเมนต์สูงสุดประมาณ 115M ครั้ง
เมื่อแยกตามแพลตฟอร์มจะเห็นการกระจายตัวดังนี้
| Platform | No. of Content | Engagement |
| 301K | 108M | |
| X | 45.7K | 52.0M |
| 145K | 121M | |
| YouTube | 25.3K | 4.1M |
| TikTok | 80.3K | 144M |
ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นบทบาทของแพลตฟอร์มชัดขึ้น Facebook มีปริมาณคอนเทนต์สูงที่สุด ขณะที่ TikTok สร้างเอนเกจเมนต์สูงที่สุดจากจำนวนคอนเทนต์ที่น้อยกว่ามาก
Facebook ยังเป็นแพลตฟอร์มหลักของของหลายแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย

Facebook ยังเป็นแพลตฟอร์มที่แบรนด์ผลิตคอนเทนต์มากที่สุดใน Q2/2026 แม้เอนเกจเมนต์จะลดลงจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าการเพิ่มจำนวนโพสต์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ช่วยให้ Content Performance ดีขึ้น
คอนเทนต์บน Facebook ยังเน้นไปที่ การแจ้งข่าวสาร (Announcements) และการสื่อสารแบรนด์ (Branding) ขณะที่ตัวอย่างจากกลุ่ม Delivery พบว่า Community Content และกิจกรรมที่เปิดให้คนมีส่วนร่วมสามารถสร้างเอนเกจเมนต์ได้ดีกว่า แบรนด์จึงควรใช้ Facebook เป็นช่องทางหลักสำหรับการสื่อสาร พร้อมเพิ่มคอนเทนต์ที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น
X เชื่อมโยงกับกระแส Entertainment และ Fandom

X เอนเกจเมนต์เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนค่อนข้างชัด สะท้อนว่าแพลตฟอร์มนี้ยังมีพื้นที่สำหรับคอนเทนต์ที่เกาะกระแสและสร้างบทสนทนาได้เร็ว ในระดับอุตสาหกรรม กลุ่ม Cosmetics, Skincare และ Cosmetics & Pharmaceutical Retail มีเอนเกจเมนต์จากคอนเทนต์ที่เชื่อมกับ ความบันเทิง (Entertainment), พรีเซนเตอร์ (Presenter) และ กลุ่มแฟนคลับ (Fandom) แบรนด์จึงควรใช้ X สำหรับคอนเทนต์แบบ Real-time และเตรียมหัวข้อที่ต่อยอดจากกระแส เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์ได้ทันช่วงเวลาที่ความสนใจยังสูง
Instagram เติบโตจาก Community และ Short – form Video

Instagram ยังมีหลายกลุ่มธุรกิจที่มีเอนเกจเมนต์เติบโตจากไตรมาสก่อน โดยเฉพาะ Shopping Center & Department Store, Delivery และ Cosmetics ซึ่งมีแรงขับจากคอนเทนต์ที่สร้างการมีส่วนร่วมและรูปแบบที่เข้ากับพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม
ยกตัวอย่างกลุ่มอุตสาหกรรม Cosmetics เติบโตจากคอนเทนต์ความบันเทิง (Entertainment Content) และ วิดีโอสั้น (Short – form Video) อย่าง Reels แบรนด์จึงควรให้น้ำหนักกับคอนเทนต์ที่ชวนมีส่วนร่วมและรูปแบบวิดีโอสั้นมากขึ้นในการวางกลยุทธ์บน Instagram
YouTube จำนวนวิดีโอไม่ใช่ตัวชี้วัดยอดวิวเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลชี้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรม Personal Care และ Skincare ยังครองยอดรับชมสูงบน YouTube ขณะที่บางกลุ่มธุรกิจผลิตคอนเทนต์จำนวนมาก แต่สร้างยอดวิวได้ไม่สูงตามสัดส่วน สะท้อนว่าจำนวนวิดีโออย่างเดียวไม่ได้กำหนด Content Performance ของแพลตฟอร์มนี้
แบรนด์จึงควรดูว่า รูปแบบคอนเทนต์ (Content Format) แบบไหนสร้างยอดวิวได้จริง เช่น คอนเทนต์สินค้า คอนเทนต์ให้ความรู้ หรือวิดีโอที่ช่วยตอบโจทย์การค้นหา
TikTok ยอดวิวสูงยังต้องมาพร้อมคอนเทนต์ที่ดึงคนให้อยู่ต่อ

Skincare ยังครองยอดรับชมสูงบน TikTok ขณะที่บางกลุ่มอย่างผลิตภัณฑ์จากนม (Daily Products) มียอดวิวต่อโพสต์สูงมาก แต่กลับสร้างเอนเกจเมนต์ได้ค่อนข้างต่ำ สะท้อนว่าการเข้าถึงคนจำนวนมากยังไม่พอ หากคอนเทนต์ไม่ชวนให้คนมีส่วนร่วมต่อ
แบรนด์จึงควรดูทั้งยอดวิวและเอนเกจเมนต์ควบคู่กัน แล้วหาว่ารูปแบบไหนทำให้คนหยุดดู ดูต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ เพื่อให้ยอดรับชมที่เกิดขึ้นแปลงเป็น Content Performance ได้จริง
สรุป Content Performance แต่ละแพลตฟอร์ม และสิ่งที่แบรนด์ควรทำต่อ

| แพลตฟอร์ม | บทบาทที่เห็นจาก Q2/2026 | คอนเทนต์ที่ควรให้น้ำหนัก | สิ่งที่แบรนด์ควรทำต่อ |
| ช่องทางหลักสำหรับการสื่อสารของแบรนด์ | การแจ้งข่าวสาร (Announcements), การสื่อสารแบรนด์ (Branding), คอนเทนต์ชุมชน (Community Content) | ใช้เป็นช่องทางสื่อสารหลัก (Core Communication Channel) และเพิ่มคอนเทนต์ที่ชวนให้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น | |
| X | ช่องทางที่ตอบสนองต่อกระแสและบทสนทนาได้เร็ว | ความบันเทิง (Entertainment), พรีเซนเตอร์ (Presenter), กลุ่มแฟนคลับ (Fandom), คอนเทนต์ตามกระแสแบบเรียลไทม์ (Real-time Content) | เตรียมคอนเทนต์ที่ต่อยอดจากกระแส เพื่อเข้าไปอยู่ในบทสนทนา (Conversation) ได้ทันช่วงเวลา |
| เด่นด้านคอมมูนิตี้และการสร้างการมีส่วนร่วม | คอนเทนต์ชุมชน (Community Content), ครีเอเตอร์ (Creator), ความบันเทิง (Entertainment), Reels | ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม และเพิ่มวิดีโอสั้น (Short-form Video) ที่เหมาะกับพฤติกรรมบนแพลตฟอร์ม | |
| YouTube | ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับคุณภาพของแต่ละวิดีโอมากกว่าปริมาณ | คอนเทนต์สินค้า (Product Content), คอนเทนต์ให้ความรู้ (Educational Content), วิดีโอแบบยาว (Long-form Video) | ดูยอดรับชมต่อคอนเทนต์ (View per Content) และรูปแบบคอนเทนต์ (Content Format) ที่สร้างยอดวิวได้จริงก่อนเพิ่มการผลิต |
| TikTok | สร้างเอนเกจเมนต์ได้สูง แต่จำนวนคอนเทนต์ไม่ได้การันตียอดรับชม | คอมมูนิตี้ (Community), ความบันเทิง (Entertainment), การให้ความรู้ (Education), โปรโมชัน (Promotion) | ดูทั้งยอดวิว (View) และการมีส่วนร่วม (Engagement) เพื่อหา Format ที่ทำให้คนหยุดดู ดูต่อ และมีส่วนร่วม |
ภาพรวมจาก Business Usage Q2/2026 สะท้อนว่า Content Performance ของแต่ละแพลตฟอร์มมีเงื่อนไขต่างกัน แบรนด์จึงควรวางบทบาทของแต่ละช่องทางให้ชัดก่อนกำหนด Content Pillar และจำนวนโพสต์ เพื่อให้การใช้ Resource ของทีมสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ต้องการ
ดูภาพรวมธุรกิจทั้ง 38 อุตสาหกรรมเพิ่มเติมจาก Wisesight Research
ตลอด Q2/2026 จะเห็นว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีบทบาทและรูปแบบการใช้งานคอนเทนต์ต่างกัน ทั้งในแง่ เอนเกจเมนต์, ยอดวิว และประเภทคอนเทนต์ที่แบรนด์เลือกใช้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมที่ Wisesight Research รวบรวมไว้จาก 38 กลุ่มธุรกิจบน Facebook, X, Instagram, YouTube และ TikTok
หากต้องการดูต่อว่าแต่ละอุตสาหกรรมมีทิศทางอย่างไร แพลตฟอร์มไหนถูกใช้งานในรูปแบบไหน สามารถ ดาวน์โหลด Wisesight Research Business Usage Q2/2026 ฉบับเต็มได้ที่นี่

FAQ
1. แบรนด์ควรใช้ Metric เดียวกันวัดทุกแพลตฟอร์มหรือไม่?
ไม่ควรยึด Metric เดียวกันทั้งหมด เพราะ Facebook, X, Instagram, YouTube และ TikTok มีรูปแบบการใช้งานและพฤติกรรมผู้ชมต่างกัน เช่น Video Platform อาจให้น้ำหนักกับ View มากขึ้น ขณะที่บางแพลตฟอร์มควรดูเอนเกจเมนต์หรือความเห็นผู้บริโภคควบคู่กัน
2. Content Performance นำไปใช้วาง Content Strategy ได้อย่างไร?
ข้อมูล Content Performance ช่วยให้แบรนด์เห็นว่า ควรทำเรื่องอะไร บนแพลตฟอร์มไหน และใช้คอนเทนต์แบบใดต่อ โดยดูร่วมกับพฤติกรรม เทรนด์ และเป้าหมายของแบรนด์ เพื่อวาง Content Strategy ให้มีข้อมูลรองรับมากขึ้น
3. Content Pillar มีผลต่อ Content Performance อย่างไร?
Content Pillar ช่วยจัดกลุ่มว่าคอนเทนต์มีหน้าที่อะไร เช่น Branding, Community, Education, Entertainment, Product หรือ Promotion เมื่อนำผลลัพธ์ของแต่ละ Pillar มาเปรียบเทียบ จะช่วยให้เห็นว่ารูปแบบคอนเทนต์ใดได้รับการตอบสนองต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม




