ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว แต่กลับมีเพียงแค่ไม่กี่ธุรกิจที่กำลังเติบโต หนึ่งในนั้นคือ “ธุรกิจความงาม” ที่กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการ เพราะตอนนี้ ความงามไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรูปลักษณ์ แต่กลายเป็น “ภาษาทางสังคม” ที่ผู้บริโภคใช้สื่อสารตัวตน

จาก “ความสวยตามเทรนด์” สู่ “ความสวยที่มีความหมาย”

แม้จะบอกว่าธุรกิจความงามเติบโตสวนกระแสสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เทรนด์ความงาม 2025 แสดงให้เห็นว่าตลาดนี้ยังเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือด ที่ผ่านมา วงการความงามเต็มไปด้วยกระแสและไวรัลบนโซเชียลมีเดีย ความสวยถูกวัดด้วย “ยอดไลก์” “ยอดแชร์” และความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์ คือ กลุ่มผู้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคบนโลกออนไลน์

แต่เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้น ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามว่า “ความสวย” ที่แท้จริงคืออะไร และมองหาความหมายที่มากกว่าแค่ความนิยมบนโซเชียล

5 เทรนด์ธุรกิจความงาม

เมื่อความงามไม่ใช่เรื่องของการตามเทรนด์อีกต่อไป ผู้บริโภคเริ่มนิยาม “ความสวย” ในแบบของตัวเอง จากการให้ความสำคัญกับความรู้สึกภายในมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก Wisesight Research พบ “5 พฤติกรรมใหม่” ที่สะท้อน Beauty Trend 2025 และแนวโน้มธุรกิจความงามยุคนี้ได้อย่างชัดเจน

1. Beauty Identity ความสวยที่เริ่มต้นจากความเข้าใจในตัวเอง 

beauty identity ค่านิยมความสวยมาจากตัวเรา

หนึ่งในเทรนด์ความงาม 2025 ที่มาแรงคือการให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลาย” และ “การเป็นตัวเอง” ผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดียเริ่มเข้าใจและยอมรับแนวคิดเรื่อง Beauty Identity มากขึ้น ว่าความสวยไม่ได้มีมาตรฐานเดียว 

การเข้าใจและยอมรับตัวเอง ไม่ได้หมายถึงการหยุดพัฒนา แต่คือการ “ดูแลและพัฒนาตัวเองในแบบที่อยากเป็น” เพื่อสร้างความมั่นใจจากภายในอย่างแท้จริง

ถ้าอยากรู้ว่าแบรนด์ไหนทำแล้วได้ผล และใช้กลยุทธ์อะไร สามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ฟรี !

2. Work-Life Imbalance ชีวิตเร่งรีบ ทำให้คนมองหาการดูแลตัวเองที่ “ง่ายและเร็ว”

work life imbalance

เมื่อคนไทยมีชั่วโมงการทำงานยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก “งานหนัก งานเยอะ” ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพกาย แต่ยังลดเวลาส่วนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคจึงเริ่มมองหาวิธี “เยียวยา” และ “ดูแลตัวเอง” ที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว 

ทีม Wisesight Research พบว่า บนโซเชียลมีการพูดถึง Skincare ผสม Makeup กว่า 1,235 ข้อความ และ โทนเนอร์แพดแทนมาส์กหน้าอีกกว่า 633 ข้อความ สะท้อนพฤติกรรมที่ต้องการความสวยแบบ “พร้อมใช้” และ “ประหยัดเวลา” 

อยากรู้ว่าแบรนด์ไหนพลิก Pain Point นี้ให้กลายเป็นจุดแข็ง? ดาวน์โหลดรายงานวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ฟรี

3. Value For Money ใช้จ่ายด้วยเหตุผล และอยากได้ความมั่นใจ

ใช้จ่ายด้วยเหตุผล

ในยุคที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น “ความคุ้มค่า” กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเลือกซื้อสินค้า ผู้คนมักเลือกซื้อสินค้าที่ให้ “ความมั่นใจ” และ “การเห็นคุณค่าในตัวเอง” โดยจากบทสนทนาบนโซเชียลพบว่า 

  • ใช้เวลา “หาข้อมูลเชิงลึก” และเปิดใจให้กับแบรนด์ใหม่ที่น่าเชื่อถือ (203 ข้อความ)
  • “ลองของชิ้นเล็ก” ก่อนตัดสินใจซื้อจริง (132 ข้อความ)
  • และ “เปรียบเทียบราคา” จนกว่าจะได้ดีลที่ดีที่สุด (127 ข้อความ)

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “ความสวยในยุคนี้” ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ แต่ด้วย “เหตุผล” และ “คุณค่าที่รู้สึกได้”

4. Longevity เทรนด์ดูแลสุขภาพกายใจแบบองค์รวม

longevity

Longevity กลายเป็นแนวคิดหลักของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่เน้นการ “อยู่ดีอย่างยั่งยืน” มากกว่าแค่ “อายุยืน” ผู้คนหันมาดูแลทั้งกายและใจตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย พร้อมเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผสานพลังวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ เพื่อให้สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง

บทวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์เหล่านี้ สามารถอ่านได้ในรายงานฉบับเต็มของ Wisesight Research 

5. Seamless Experience “ความง่าย” คือหัวใจของการตัดสินใจซื้อ

seamless experience

ผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญกับ ความสะดวกและรวดเร็ว ในการซื้อสินค้า ซึ่งข้อมูลพบว่า 78% ของผู้คนสามารถตัดสินใจซื้อได้ทันที หากขั้นตอนง่ายและไม่ซับซ้อน แต่ถ้ากระบวนการยุ่งยาก พวกเขาจะเลิกซื้อทันที

Seamless Experience ช่วยให้ผู้บริโภค

  • เห็นสินค้าและข้อมูลบนโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว
  • ตัดสินใจซื้อได้ทันใจ
  • ซื้อสินค้าได้สะดวกโดยไม่สะดุด

ดังนั้นการสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อไม่เพียงเพิ่มยอดขาย แต่ยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคให้ Feedback แบรนด์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับปรับกลยุทธ์การตลาดต่อไป

อยากรู้กลยุทธ์ Seamless Experience ของแบรนด์ต่าง ๆ แบบเจาะลึก สามารถดาวน์โหลดรายงานวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ฟรี

เมื่อเทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยน กลยุทธ์การสื่อสารของแบรนด์ก็ต้องเปลี่ยนตาม

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ในธุรกิจความงามไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูโฆษณาหรือรีวิวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป พวกเขา “ค้นหาความจริง” จากหลายแหล่ง โดยเฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีความน่าเชื่อถือและมีมุมมองเฉพาะตัว

ดังนั้น Influencer Marketing ในอุตสาหกรรมความงามจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้าง Awareness แต่กลายเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจและเข้าถึง Insight ของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม ช่วยให้แบรนด์สื่อสารได้ตรงใจและสร้าง Engagement อย่างแท้จริง


ความรู้เพิ่มเติม
Engagement คือ การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคกับแบรนด์ผ่านการกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ คลิก หรือการโต้ตอบรูปแบบอื่น ๆ

influencer marketing

ภาพรวมการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ของธุรกิจประเภท Cosmetics

แบรนด์ Cosmetics ส่วนใหญ่เลือกใช้ Mega Influencer มากที่สุด เพื่อสร้างการรับรู้และภาพจำของแบรนด์ในวงกว้าง โดยเฉพาะช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเสริมด้วย Mid – tier และ Micro Influencer เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและเสียงรีวิวที่ใกล้ชิดกับผู้ใช้จริง แนวทางนี้ช่วยให้แบรนด์เครื่องสำอางได้ทั้งการเข้าถึงคนหมู่มากและความผูกพันในระยะยาวกับผู้บริโภค

ภาพรวมการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ของธุรกิจประเภท Clinic (Beauty Center)

Clinic มักเน้นใช้อินฟลูเอนเซอร์ระดับ Mid – tier มากที่สุด เพราะกลุ่มนี้ให้ความรู้สึกเข้าถึงง่ายและเชื่อถือได้จากประสบการณ์จริง การรีวิวจาก Mid – tier ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และตัดสินใจใช้บริการได้มั่นใจมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกที่กลุ่มคลินิกจะให้ความสำคัญกับ “ความจริงใจและความน่าเชื่อถือ” มากกว่าแค่ยอดผู้ติดตาม

ภาพรวมการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ของธุรกิจประเภท Skincare

แบรนด์ Skincare มักใช้ Mega Influencer เพื่อสร้างการรับรู้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง และเพิ่มความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์ แต่ก็ไม่ละเลยการทำงานร่วมกับ Mid – tier และ Micro Influencer เพื่อให้เกิดรีวิวที่ดูจริงใจและน่าเชื่อถือ การผสมผสานอินฟลูเอนเซอร์หลายระดับช่วยให้แบรนด์สกินแคร์สร้างทั้งภาพจำและความไว้วางใจได้ในเวลาเดียวกัน

หากสงสัยไหมว่ากลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์แต่ละประเภทช่วยสร้างผลลัพธ์แบบไหน? ในรายงานมีคำตอบให้ฟรี


เข้าใจผู้บริโภคให้ลึก พูดให้ตรงใจ และวัดผลให้ชัด สูตรสำเร็จของแบรนด์ยุคใหม่

แม้การตามเทรนด์จะสำคัญ แต่กุญแจสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคง คือการเข้าใจตัวเองและผู้บริโภคผ่าน Brand Analysis ซึ่งช่วยให้แบรนด์เห็นภาพชัดเจนว่าอยู่ตรงไหนในตลาด เข้าใจความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภค และวางกลยุทธ์สื่อสารได้ตรงใจทุกกลุ่ม การทำ Brand Analysis จึงไม่ใช่แค่ขั้นตอนเสริม แต่เป็น พื้นฐานสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของแคมเปญและการเติบโตของแบรนด์

ทำ Brand Analysis ด้วยข้อมูลเชิงลึกจากโซเชียล คือหัวใจของ Wisesight Research

การทำ brand analysis

ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วกว่าเทรนด์ แบรนด์ที่ “เข้าใจข้อมูลก่อนใคร” คือผู้ได้เปรียบ Wisesight Research คือผู้ช่วยวิเคราะห์เชิงลึกที่ช่วยให้แบรนด์มองเห็นภาพรวมของตลาด เข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง และรู้ว่าควรสื่อสารกับใคร เมื่อไหร่ อย่างไร ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญคือ

  1. Understand Consumers – วิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลโซเชียล เพื่อเข้าใจแรงขับ ความคาดหวัง และอารมณ์ของผู้บริโภคในแต่ละเซกเมนต์
  2. Communicate with the Right Influencers – คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลจริงในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสื่อสารอย่างแม่นยำและสร้างผลลัพธ์ได้จริง
  3. Measure and Monitor – ติดตามและประเมินผลการสื่อสาร เพื่อให้ทุกแคมเปญปรับตัวได้อย่างมีทิศทาง

ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมไหน แบรนด์ที่ใช้ข้อมูลเชิงลึกเป็นฐาน จะไม่ต้อง “วิ่งตามเทรนด์” แต่สามารถ “นิยามเทรนด์” ได้เอง

Wisesight Research จึงไม่ใช่แค่บริการวิเคราะห์ แต่คือพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ทุกการตัดสินใจของแบรนด์ “แม่นกว่า เร็วกว่า และเข้าเป้ากว่าเดิม”

บริการ Wisesight Research