เวลาเปิดตัวสินค้า หรือแคมเปญโฆษณาอะไร มักจะมาคู่กับ “ดารา/ศิลปิน” หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง เราเรียกคนเหล่านี้ว่า “พรีเซนเตอร์” เพราะทำหน้าที่โปรโมตหรือเป็นภาพแทนให้กับสินค้า ทำให้คนจดจำได้ 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่า แบรนด์จะเลือกเฉพาะคนดังมาเป็นพรีเซนเตอร์เท่านั้น การเลือกพรีเซนเตอร์ให้ได้คนที่เหมาะ สร้างผลลัพธ์ได้จริง จำเป็นต้องดูข้อมูลหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นฐาน Audience, Engagement, Content Performance, Brand Fit และอื่น ๆ ซึ่งในบทความจะพาคุณไปดูวิธีการดูข้อมูลเหล่านั้นและเลือกพรีเซนเตอร์ที่เหมาะสมที่สุด

ตัวอย่างการเปิดตัวสินค้าและเปิดตัวพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ MITH
ตัวอย่างการเปิดตัวน้ำหอมแบรนด์ MITH
พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ 4 คน จาก “ซีรีส์ เขมจิราต้องรอด” เป็นตัวแทนของน้ำหอมทั้ง 4 กลิ่น
ขอบคุณภาพจาก Vogue Thailand

Key Takeaways

  • พรีเซนเตอร์ คือ คนที่แบรนด์จ้างมาเพื่อโปรโมตสินค้า แคมเปญ หรือแบรนด์ในระยะสั้น เพื่อสร้างการรับรู้และการจดจำ แบรนด์มักเปิดตัวสินค้าใหม่พร้อมพรีเซนเตอร์เพื่อให้คนจดจำสินค้าได้ง่ายและรวดเร็ว
  • พรีเซนเตอร์ ​(Presenter) มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้คนจำจดแบรนด์หรือย้ำ Brand Positioning และเน้นผลลัพธ์ในระยะสั้นหรือรายแคมเปญ แตกต่างจาก Brand Ambassador ที่เน้นภาพลักษณ์ตัวตนของแบรนด์ ค่านิยม บุคลิก และความสัมพันธ์กับฐานกลุ่มเป้าหมายในระยะยาว
  • การเลือกพรีเซนเตอร์ให้ได้ประสิทธิภาพ แบรนด์ต้องวิเคราะห์ความเหมาะสมในแง่มุมต่าง ๆ เช่น Brand Fit, Audience Fit, Content Performance, Sentiment & Brand Safety, Commercial Relevance และข้อมูลอื่น ๆ ประกอบ
  • Influencer Directory คือ เครื่องมือคัดเลือกพรีเซนเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งครอบคลุม Social Data จาก 4 แพลตฟอร์มหลักที่คนไทยใช้ พร้อมหน้าต่างเปรียบเทียบ Influencer Performance ช่วยให้แบรนด์คัดเลือก Account ที่เหมาะสมที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และคุ้มค่าที่สุดมาร่วมงานได้

Table of Contents

พรีเซนเตอร์ คืออะไร?

พรีเซนเตอร์ (Presenter) คือ คนที่แบรนด์จ้างให้มาโปรโมตสินค้า แคมเปญ หรือแบรนด์ (หรือเรียกว่า Brand Presenter) โดยเฉพาะเมื่อเปิดตัวสินค้า ก็มักจะมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สินค้าคู่กันได้

กลยุทธ์นี้ ช่วยทำให้สินค้าจดจำได้ง่ายขึ้น คนรู้จักสินค้าได้เร็ว ผ่านพรีเซนเตอร์ที่แบรนด์เลือกมา ซึ่งพรีเซนเตอร์ อาจเป็นคนที่มีชื่อเสียงอย่าง ดารา นักสแดง นักร้อง ศิลปิน นักกีฬา หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้ “Virtual Presenter” ที่เป็น AI หรือแม้กระทั่งตัวการ์ตูน/คาแรกเตอร์ 

ตัวอย่างการใช้ Virtual Presenter ของแบรนด์นิชชิน
ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใช้คาแรกเตอร์ “Miku” เป็นพรีเซนเตอร์
โปรโมตสินค้า สร้างความสดใหม่และภาพลักษณ์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ 
ขอบคุณภาพจาก NISSIN Foods Thailand

“พรีเซ็นเตอร์” หรือ “พรีเซนเตอร์” นั้นไม่จำเป็นต้องเป็น “คนดัง” เสมอไป เพียงแค่เป็นคนที่ “เหมาะสม” ตอบโจทย์แบรนด์ว่า ต้องการนำเสนอสินค้า/แคมเปญ/ภาพลักษณ์แบบไหน ในจังหวะนั้น แบรนด์สามารถพิจารณาความเหมาะสมได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น 

  • ลักษณะกลุ่มเป้าหมาย 
  • ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย 
  • ประสิทธิภาพบนโลกโซเชียลฯ 

ข้อมูลเหล่านี้ของพรีเซนเตอร์จะช่วยมห่แบรนด์รู้ว่า พรีเซนเตอร์ที่เลือกสร้างเอ็นเกจเมนต์แบบไหน ตรงกับโจทย์ของการโปรโมตของแบรนด์หรือไม่


บทบาทหน้าที่ของพรีเซนเตอร์ (Presenter) 

พรีเซนเตอร์มีบทบาทสำคัญมากในการสร้างการรับรู้ และทำให้คน “รู้จัก” และ “จดจำ” สินค้า/แคมเปญได้อย่างรวดเร็ว

1. สร้างการรับรู้ให้สินค้าและแบรนด์

พรีเซนเตอร์ช่วยสร้างการรับรู้ให้กับสินค้าและแบรนด์ (Brand Awareness) โดยคนจะทำความรู้จักและจดจำสินค้าใหม่ ๆ ผ่าน การจดจำว่า “ใครคือพรีเซนเตอร์” เวลาแบรนด์จะเปิดตัวสินค้าใหม่จึงมักเปิดตัวพรีเซนเตอร์ไปพร้อมกัน 

2. สร้างภาพจำให้แบรนด์

นอกจากทำให้ผู้คนรู้จักแล้ว พรีเซนเตอร์ยังทำให้คน “จดจำ” สินค้า แคมเปญ หรือแคมเปญได้ง่ายขึ้น เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สร้าง Top fo Mind ให้กับลูกค้า เพราะ “พรีเซนเตอร์” = ภาพแทนของสินค้าหรือแบรนด์ (Branding) เมื่อเห็นสินค้าอีกครั้ง สมองของคนที่รู้จักแล้ว จะจดจำได้ว่า คนคนนี้เป็นพรีเซนเตอร์ของสินค้าตัวไหน อีกทั้งพรีเซนเตอร์ยังช่วยย้ำ Brand Positioning ให้กับแบรนด์ในสมองของผู้บริโภคด้วย 

3. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้สินค้า ทำให้เกิดการ “บอกต่อ (Brand Advocacy)”

พรีเซนเตอร์ช่วยทำให้แบรนด์หรือสินค้ามีความน่าเชื่อถือขึ้นมาได้ เพราะคนเชื่อถือบุคคลที่เป็นพรีเซนเตอร์ อีกทั้ง พรีเซนเตอร์ยังช่วยเพิ่มอัตราการบอกต่อหรือ Brand Advocacy ทั้งจากสื่อและผู้สนับสนุนของพรีเซนเตอร์

4. กระตุ้นการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดีย

เมื่อเลือกใช้พรีเซนเตอร์ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) ที่ดี แบรนด์ก็จะได้รับยอดเอ็นเกจเมนต์ที่ดีจากกลุ่มผู้ติดตามของพรีเซนเตอร์ที่เลือกใช้ตามไปด้วย 

5. ช่วยขยายผลแคมเปญข้ามช่องทาง เป็นการใช้งาน Earn Media

นอกจากได้ยอดการมีส่วนร่วมแล้ว แบรนด์ยังอาจได้รับการพูดถึง (Earn Media) แบบออร์แกนิก เพราะกลุ่มผู้ติดตามพรีเซนเตอร์อาจแชร์หรือพูดถึงอีเวนต์ / สินค้า การเปิดตัวเหล่านั้น รวมไปถึง ถ้าพรีเซนเตอร์เป็นคนที่สื่อให้ความสนใจอยู่แล้ว แบรนด์ก็จะได้รับการพูดถึงไปด้วยเช่นกัน

Nestle Pure Life เปิดตัววง BUS เป็นพรีเซนเตอร์
Nestle Pure Life เปิดตัววง BUS เป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญ “Fresh No Limit” กระตุ้นยอดช่วงซัมเมอร์ปี 2024
ขอบคุณภาพจาก Nestlé Pure Life Thailand

Nestle ได้รับ Earn Media จากผู้ใช้งานทั้งบน TikTok และ X อย่างล้นหลาม ที่อัดวิดีโอซื้อน้ำดื่ม Nestle เพื่อลุ้นและสะสมสติ๊กเกอร์ลิมิเต็ดของศิลปิน ดูตัวอย่างวิดีโอ Earn Media จากกลุ่ม “Fandom” ของวง BUS

Earn Media ที่ได้รับจากการใช้พรีเซนเตอร์ (Presenter) ของแบรนด์ Nestle Pure Life
ขอบคุณภาพ : @nestlepurelifeth, @iamyuiidara, @praew.meowww, @khunniceee, @palmspizy, @happylin555, @giftxkunteera

พรีเซนเตอร์ (Presenter) แตกต่างจากแบรนด์แอมบาสเดอร์ (Brand Ambassador) อย่างไร?

“ภาพแทน”ของแบรนด์ อาจไม่ใช่ “พรีเซนเตอร์” เสมอไป เพราะยังมี “แบรนด์แอมบาสเดอร์” (Brand Ambassador) ที่มีบทบาทสำคัญในการบอกเล่าและเป็นตัวแทนของแบรนด์ ทว่า ทั้งสองบทบาทนี้แตกต่างกัน และเหมาะใช้กันในแต่ละกรณี

  • พรีเซนเตอร์/Presenter หมายถึง คนที่แบรนด์จ้างมาเพื่อโปรโมตสินค้า แคมเปญ หรือแบรนด์ ในระยะสั้น มักจะในตอนเปิดตัวสินค้าหรือแคมเปญการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้และการจดจำอย่างรวดเร็ว
  • ส่วน แบรนด์แอมบาสเดอร์/Brand Ambasssador คือ คนที่แบรนด์เลือกให้เป็นตัวแทนภาพลักษณ์ขององค์กร สะท้อนค่านิยม คุณค่า จุดยืน และใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายในระยะยาวมากกว่า

การเลือกใครมาทำหน้าที่ใน 2 บทบาท นี้ จึงต้องพิจารณาด้วยมุมมองและการวัดผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ถ้าเลือกใช้พรีเซนเตอร์ แบรนด์อาจวัดผลลัพธ์เรื่อง Awareness, Engagement หรือยอดขายในแคมเปญ ในขณะที่การเลือกใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ จะดูเรื่อง Branding, Brand Sentiment Analysis หรือ Share of Voice (SOV) ในเชิงบวกต่อแบรนด์มากกว่า 

ข้อแตกต่างระหว่าง พรีเซนเตอร์ VS แบรนด์แอมบาสเดอร์
พรีเซนเตอร์แบรนด์แอมบาสเดอร์
ระยะเวลามักใช้ในระยะสั้นหรือรายแคมเปญมักใช้ระยะยาว
เป้าหมายสร้าง Awareness และกระตุ้นยอดขายสร้างภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์ และ Brand Loyalty
รูปแบบงานโฆษณา แคมเปญ เปิดตัวสินค้าการสื่อสารต่อเนื่อง อีเวนต์ คอนเทนต์ระยะยาว
การเลือกคนความนิยม ภาพลักษณ์ และความเหมาะสมกับสินค้าดูความสอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์ในระยะยาว
การวัดผลReach, Engagement, Conversion, Campaign LiftBrand Sentiment, Loyalty, Share of Voice, Long-term Association

พรีเซนเตอร์ (Presenter) แตกต่างจาก Influencer อย่างไร?

นอกจากนี้ ยังมีอีกความสับสนหนึ่ง คือ การสร้างงานอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ถือเป็นการจ้างเขามาเป็นพรีเซนเตอร์หรือเปล่า?

คำตอบคือ ใช่ และไม่ใช่ นั่นเพราะแบรนด์สามารถจ้างอินฟลูเอนเซอร์เพื่อโปรโมตสินค้าหรือแบรนด์ได้แบบรายครั้ง หรือรายสินค้า และ ‘เสียง’ ของคนคนนี้ในฐานะ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ คือ เสียงของเขา ไม่ใช่เสียงของแบรนด์ 

ในทางกลับกัน พรีเซนเตอร์จะมีบทบาท ในการเป็น “ตัวแทน” ของสินค้า/แบรนด์มากกว่า สิ่งที่เขาสื่อสารในฐานะของ ‘พรีเซนเตอร์’ จึงเป็นเสียงของแบรนด์ จึงสรุปได้ว่า อยู่ที่บทบาทของคนคนนั้น ว่าแบรนด์จ้างเขามาเพื่อทำหน้าที่อะไร

ข้อแตกต่างระหว่างพรีเซนเตอร์ VS อินฟลูเอนเซอร์
พรีเซนเตอร์อินฟลูเอนเซอร์
บทบาทเป็นตัวแทนหลักของสินค้า/แบรนด์เป็นผู้สร้างคอนเทนต์และส่งอิทธิพลต่อกลุ่มผู้ติดตาม
วิธีสื่อสารแบรนด์ควบคุม Message มากกว่าคอนเทนต์มักมาจากสไตล์ของ Creator
ความสัมพันธ์กับแบรนด์อาจเป็นสัญญาแคมเปญใหญ่อาจร่วมงานเป็นรายโพสต์ รายแคมเปญ หรือระยะยาว
จุดแข็งสร้างภาพจำเร็วเข้าถึง Community เฉพาะกลุ่มได้ดี
การวัดผลAwareness, Recall, Sales LiftEngagement, Comment Quality, Conversion, Audience Fit

มีกรณีที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการเลือกคนมาเป็นพรีเซนเตอร์ อย่างเช่น กรณีของ “เจนิส” อินฟลูที่ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงและระงับกลิ่นใต้วงแขน ของแบรนด์ “Cosmic” ที่เจ้าตัวทำคลิปรีวิวว่า ใช้แล้วดี ซึ่งส่งแรงกระตุ้นความอยาลองใช้ไปยังผู้ติดตาม เกิดความอยากใช้และกระตุ้นยอดได้ จนเกิดคำเรียกสินค้าว่า “ครีมเต่าเย็นพี่ดารา” จนในที่สุด แบรนด์ Cosmic ก็ติดตามจ้างให้เจนิส เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า 

ตัวอย่างการหา Influencer ที่ใช้สินค้าจริง มาเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า
ที่มา: https://vt.tiktok.com/ZSxJsHuD4/ 

หรืออีกกรณีแบรนด์ L’OREAL PARIS ที่เลือกร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์อย่างคุณ “หยกทอง” จนต่อยอดเป็นตัวแทนเดินพรมแดงที่คานส์ ที่ทำหน้าที่คล้าย “แบรนด์พรีเซนเตอร์” ในงานอีเวนต์นี้

ตัวอย่างอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำหน้าที่คล้าย พรีเซนเตอร์ของแบรนด์ (Brand Presenter)
ที่มา: https://vt.tiktok.com/ZSxJsmRm8/   

จากทั้งสองกรณี แบรนด์ต่างต่อยอดการที่มีคนพูดถึงสินค้าหรือต่อยอดอินฟลูเอนเซอร์ให้ขึ้นมาโปรโมตหรือเป็นตัวแทนแบรนด์ในฐานะ “พรีเซนเตอร์” ได้ จากการฟังเสียงของผู้คนบนโซเชียลฯ ซึ่งแบรนด์ของคุณก็สามารถหา Influencer ที่ใช่ พร้อมสร้างอิมแพคให้กับแบรนด์ได้ง่าย ๆ ผ่านเครื่องมือ Influencer Directory โดยการคัดกรองระดับของอินฟลูเอนเซอร์ตามยอดผู้ติดตาม (Nano, Micro, Mid, Macro เป็นต้น) ตลอดจนคัดกรองวงการและตรวจดูคุณภาพเอ็นเกจเมนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ได้ 


7 ปัจจัยเลือกใช้พรีเซนเตอร์ (Presenter) ให้ประสบความสำเร็จ

การใช้พรีเซนเตอร์เพื่อเป็นตัวแทนแบรนด์จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมี 7 ปัจจัยเหล่านี้  

  1. Brand Fit: เคมีต้องตรงกับแบรนด์ พรีเซนเตอร์กับแบรนด์ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งบุคลิก นิสัย และภาพลักษณ์ของเขา ต้องสะท้อนตัวตนของแบรนด์ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ 
  2. Audience Fit: ผู้ติดตามควรเป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์/สินค้า เพราะยอดผู้ติดตามหลักล้านจะไม่มีความหมายเลยถ้าคนเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มที่มีโอกาสจะมาซื้อสินค้าของเราจริง ๆ 
  3. Engagement Quality: การเลือกพรีเซนเตอร์ควรดูแค่ตัวเลขการวัดผลที่สะท้อนคุณภาพของคอมเมนต์ว่าคนอ่านมีอารมณ์ร่วมและอินกับสินค้าจริงไหม มีแนวโน้มที่จะเลือกสินค้าของแบรนด์หรือไม่
  4. Content Performance: ต้องดูประสิทธิภาพจริง ๆ ของคอนเทนต์ รวมถึงประเภทของคอนเทนต์ เช่น รูป วิดีโอ คลิปรีวิว ฯลฯ ว่าคอนเทนต์ประเภทไหนสร้างผลลัพธ์ได้มากที่สุด 
  5. Sentiment & Brand Safety: ควรตรวจสอบความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อพรีเซนเตอร์ (Sentiment), ประเด็นสุ่มเสี่ยง, ข่าวย้อนหลัง, กระแสเชิงลบ และความเหมาะสมกับแบรนด์ ก่อนเซ็นสัญญา
  6. Commercial Relevance: พรีเซนเตอร์ที่ดีต้องทำให้คนสนใจสินค้า สร้างยอดขายได้จริง ไม่ใช่สนใจแค่ตัวบุคคลหรือเรียกเอ็นเกจเมนต์ที่ไร้คุณภาพ
  7. Platform Fit: พรีเซนเตอร์บางคนเด่นบน TikTok บางคนเด่นบน Instagram บางคนเด่นบน X หรือ YouTube แพลตฟอร์มไหนเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างยอดหรือกลุ่มเป้าหมายหลักอยู่ ควรเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้ตรงกับช่องทางนั้น

Wisesight แนะนำอ่านเพิ่มเติม: คู่มือเลือกพรีเซนเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ไทย


ส่องเทรนด์พรีเซนเตอร์ (Presenter) มาแรงในปี 2026 ที่แบรนด์ยุคใหม่ต้องรู้

การเลือกพรีเซนเตอร์ และ Influencer Marketing Trends ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ดาราระดับตัวท็อป” เท่านั้น เพราะผู้บริโภคมีความเลือกเสพสื่อมากขึ้น และกลุ่มความสนใจก็แตกย่อยละเอียดกว่าทุกปีที่ผ่านมา

1. Niche Community มาแรง

Nano Influencer และ Micro Influencer ก้าวขึ้นมาเป็นพรีเซนเตอร์เฉพาะกลุ่ม (Hyper-Targeted Presenter) หมดยุคของการหว่านแห เพราะในปี 2026 แบรนด์หันมาเจาะ Community เฉพาะทางมากขึ้น กลุ่ม Influencer ที่มียอดผู้ติดตามหลักพันหลักหมื่นแต่เชี่ยวชาญ/มีความชัดเจนเฉพาะด้าน จะถูกดึงมาเป็นพรีเซนเตอร์มากขึ้น เพราะผู้ติดตามรู้สึกใกล้ชิด เข้าถึงง่าย และเชื่อใจ

2. Virtual Presenter และ AI Influencer

ผู้บริโภคในปัจจุบันเปิดรับพรีเซนเตอร์ที่ไม่ใช่คนจริง ๆ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากคาแรกเตอร์นั้นมีความเชื่อมโยงและตอบโจทย์แบรนด์ได้อย่างลงตัว เช่น การที่นิชชินนำตัวการ์ตูน “Miku” มาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อสร้างความสดใหม่และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายรุ่นใหม่ หรือกรณีของ “ไอ ไอรีน” (A-Ileen) Virtual Influencer คนแรกของไทยที่ก้าวขึ้นมาเป็น AIS Presenter ซึ่งการใช้ Virtual หรือ AI ในลักษณะนี้ ช่วยทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ขแงการเลือกใช้พรีเซนเตอร์

ตัวอย่าง Virtual Influencer / Presenter ของ AIS ไอรีน Virtual Influencer 
ที่มารูปภาพ: sanook.com

3. Short-form Video คือ สนามรบหลัก

แพลตฟอร์ม TikTok, Reels และ YouTube Shorts กลายเป็นช่องทางหลักโดยสมบูรณ์ พรีเซนเตอร์ยุคนี้จึงไม่ใช่แค่มานั่งถือสินค้าสวย ๆ แต่ต้อง สื่อสารได้กระชับ เข้าใจง่าย และดึงดูดสายตาได้ภายใน 3 วินาทีแรก คาแรกเตอร์ต้องชัดเจนและกลมกลืนไปกับความธรรมชาติของวิดีโอสั้น

4. เลือกพรีเซนเตอร์จาก Data ไม่ใช่ความชื่นชอบ

ข้อมูล (Data) คือ สิ่งเดียวที่ตัดสินทุกอย่าง แบรนด์ชั้นนำเลิกใช้ความรู้สึก (Gut Feeling) แต่เลือกใช้เครื่องมือเข้ามาวิเคราะห์อย่างละเอียดว่า พรีเซนเตอร์คนนั้นมีกลุ่มเป้าหมายตรงจริงไหม Engagement มีคุณภาพไหม รวมถึงเช็ก Sentiment & Brand Safety เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าก่อนตกลงร่วมงาน

5. Multi-Presenter พรีเซนเตอร์คนเดียวอาจไม่พอ

พรีเซนเตอร์คนเดียวไม่พอสำหรับทุก Segment เพราะผู้บริโภคมีความหลากหลาย แบรนด์จึงนิยมใช้กลยุทธ์ “Multi-Presenter ผสมผสานกัน เช่น ใช้ Celebrity Presenter ดาราระดับแม่เหล็กเพื่อสร้าง Mass Awareness ในวงกว้าง ควบคู่ไปกับการใช้ Micro-Influencer อีกหลายคนทำหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์เจาะ Segment ย่อยในแต่ละกลุ่มเพื่อช่วยปิดการขาย


7 ขั้นตอน Framework เลือกพรีเซนเตอร์ให้แม่นยำและตอบโจทย์แบรนด์

เพื่อให้การเลือกพรีเซนเตอร์มีประสิทธิภาพสูงสุดและนำไปปฏิบัติได้จริง แบรนด์สามารถใช้ Framework 7 ขั้นตอนนี้ เป็นแนวทางในการคัดเลือกได้

7 ขั้นตอน Framework ในการคัดเลือกพรีเซนเตอร์

Step 1 กำหนดเป้าหมายแคมเปญ 

เริ่มต้นด้วยการระบุโจทย์ให้ชัดเจนว่าต้องการทำแคมเปญนี้ไปเพื่ออะไร เพราะเป้าหมายที่ต่างกันจะเปลี่ยนวิธีเลือกพรีเซนเตอร์โดยสิ้นเชิง เช่น หากต้องการสร้างยอดขายในระยะสั้น ต้องเลือกคนที่มีอิทธิพลในการปิดการขายสูง แต่หากต้องการเน้นการรับรู้สินค้าใหม่ (Mass Awareness) ต้องโฟกัสคนที่มีตัวเลขการเข้าถึง (Reach) และยอดการมองเห็นที่สูงเป็นหลัก

Step 2 กำหนดกลุ่มเป้าหมาย 

ทำความเข้าใจภาพของลูกค้าที่เราต้องการสื่อสารด้วย (Buyer Persona) ทั้งในแง่ของช่วงอายุ เพศ ไลฟ์สไตล์ ความสนใจ รวมถึงแพลตฟอร์มหลักที่พวกเขาใช้งาน เพื่อนำไปใช้เทียบเคียงว่าพรีเซนเตอร์คนไหนที่มีฐานแฟนคลับและผู้ติดตามที่เป็นกลุ่มเดียวกับลูกค้าของแบรนด์

Step 3 วิเคราะห์ภาพลักษณ์ของพรีเซนเตอร์

นำเอาบุคลิกและคุณค่าของแบรนด์ (Brand Identity) มาทาบกับพรีเซนเตอร์แต่ละคน เพื่อตรวจสอบความเข้ากันในแง่ของไลฟ์สไตล์ ทัศนคติ และภาพลักษณ์ย้อนหลัง โดยคนที่จะมาเป็นพรีเซนเตอร์จะต้องสะท้อนตัวตนของสินค้าออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกฝืนหรือดูจงใจเกินไป

Step 4 ตรวจสอบข้อมูลผู้ติดตามและ Engagement

 ไม่หลงไปกับยอดผู้ติดตามหลักล้าน แนะนำให้เจาะลึกดูคุณภาพการมีส่วนร่วม (Engagement Quality) ในช่องทางโซเชียลฯ ของพรีเซนเตอร์ ตรวจสอบว่าคนที่เข้ามาคอมเมนต์เป็นคนจริง ๆ หรือไม่ และเนื้อหาประเภทไหนของพรีเซนเตอร์คนนี้ (เช่น ภาพนิ่ง หรือ วิดีโอสั้น) ที่สามารถสร้างเอ็นเกจเมนต์และส่งผลลัพธ์ได้ดีที่สุด

Step 5 ตรวจสอบ Sentiment และความเสี่ยง

สำรวจกระแสสังคม ทัศนคติ และความคิดเห็นของผู้คนที่มีต่อพรีเซนเตอร์ (Sentiment Analysis) ตลอดจนการเช็กข่าวดราม่าย้อนหลังอย่างละเอียด เพื่อประเมินความปลอดภัยของแบรนด์ (Brand Safety) และลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ในอนาคต

Step 6 เปรียบเทียบตัวเลือกหลายคนก่อนตัดสินใจ

หลีกเลี่ยงการเลือกจากความชอบหรือมีตัวเลือกเพียงแค่คนเดียว อาจทำตารางเปรียบเทียบ Shortlist พรีเซนเตอร์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน 3 – 5 คน เพื่อชั่งน้ำหนักในเรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ (Cost Efficiency) ประสิทธิภาพที่คาดว่าจะได้รับ หรือยอดขายที่น่าจะได้

Step 7 วางแผนวัดผลหลังจบแคมเปญ 

ตั้งระบบการแทร็กและเก็บข้อมูลล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเริ่มแคมเปญ เพื่อให้สามารถประเมินผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำเมื่อจบงาน โดยดูจากเสียงตอบรับของแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นบนโลกออนไลน์ (Earn Media) ความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่ลงทุนไป (ROI) ตลอดจนภาพรวมความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์หลังจบแคมเปญ


ใช้ข้อมูลอะไรบ้างในการเลือกพรีเซนเตอร์ (Presenter)

ก่อนจะเลือกพรีเซนเตอร์ (Presenter) อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือครีเอเตอร์ (Creator) มาร่วมงานกับแบรนด์ ถ้ามุ่งเน้นประสิทธิภาพและความคุ้มค่า แนะนำให้แบรนด์ดูข้อมูล Social Data เหล่านี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนใช้งบประมาณ 

ซึ่งสามารถดูได้ง่าย ๆ ผ่านเครื่องมืออย่าง Influencer Directory ของ Wisesight ที่ช่วยดึงข้อมูลจริงบนโลกออนไลน์มารวบรวมไว้ให้ค้นหา และเปรียบเทียบอินฟลูเอนเซอร์แต่ละคนได้อย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ 

ลือกพรีเซนเตอร์ (Presenter) ให้คุ้มและได้ผลต้องดูข้อมูลเหล่านี้
ข้อมูลที่ควรดูข้อมูลนี้ช่วยบอกอะไรนักการตลาด
Followerเข้าถึงคนได้มากแค่ไหน
Audience Demographicผู้ติดตามตรงกับ Target ของแบรนด์หรือไม่
Engagement Rateผู้ติดตามมีปฏิสัมพันธ์จริงหรือไม่
Content Performanceคอนเทนต์แบบไหนทำงานได้ดีที่สุด
Mentionคนพูดถึงมากน้อยแค่ไหน
Sentimentคนรู้สึกเชิงบวกหรือลบกับคนนี้
Hashtag Performanceแคมเปญมีโอกาสสร้างกระแสหรือไม่
Brand Safetyมีความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือไม่
Competitor Usageคู่แข่งใช้ใครหรือใช้แนวทางการตลาดแบบไหนอยู่
Platform Fitบุคคลนี้เหมาะกับแพลตฟอร์ม TikTok, IG, Facebook, YouTube หรือ X มากที่สุด

วิธีใช้ Influencer Directory ช่วยเลือกพรีเซนเตอร์ 

ตัวอย่าง Influencer Directory Dashboard

พรีเซนเตอร์ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการรับรู้และภาพจำแบรนด์ และถ้าอยากเลือกพรีเซนเตอร์ รวมไปถึงการเลือกอินฟลูเอนเซอร์มาทำ Influencer Marketing ให้ได้ผล แบรนด์สามารถหาผ่านเครื่องมือ Influencer Directory ได้ โดยสามารถดูข้อมูลได้จาก 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube พร้อมมีการดึงข้อมูลเข้ามาอัปเดตอยู่เสมอ

เครื่องมือ Influencer Directory ของ Wisesight

7 ขั้นตอน วิธีเลือกอินฟลูเอนเซอร์/พรีเซนเตอร์แบรนด์ด้วย Influencer Directory

วิธีหา Influencer ที่ใช่ด้วย Influencer Directory
  1. กำหนดเป้าหมายของแคมเปญให้ชัด เช่น กลุ่มเป้าหมาย, แพลตฟอร์มที่ต้องการใช้, ประเภท Influencer และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การค้นหาไม่กว้างเกินไป
  2. ค้นหาด้วย Filter แบบละเอียด เลือกช่องทางการสื่อสาร, ชื่อ Account, หมวดหมู่, Influencer Score และ Influencer Tier ซึ่งสามารถดูพร้อมกันได้ ไม่ต้องเสียเวลาเปิดดู Performance ทีละคน
  3. จัดลำดับคนที่น่าสนใจตามเกณฑ์ที่ต้องการ เช่น ยอด Follower, Engagement per post, Influencer Score, Recently Added หรือ Rising Star เพื่อช่วยมองเห็นตัวเลือกที่มีศักยภาพเร็วขึ้น
  4. คัดเลือกคนที่เข้าตา โดยดูโปรไฟล์และข้อมูล Performance รายบุคคล เพื่อประเมินว่า Influencer เหมาะสมกับบทบาทพรีเซนเตอร์หรือไม่ รวมถึงเหมาะกับเป้าหมายหรือกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญหรือเปล่า
  5. วิเคราะห์ Performance ให้รอบด้าน ดูข้อมูลทั้ง Performance, Content, Audience และ Brand Relation ของอินฟลูเอนเซอร์เพื่อเข้าใจว่า Account มีผลงานคุณภาพ กลุ่มผู้ติดตาม และความเชื่อมโยงกับแบรนด์มากแค่ไหน
  6. เพิ่ม Account ที่สนใจเข้า Collection ได้ เพื่อจัดกลุ่มสำหรับแคมเปญ และทำให้ทีมสามารถกลับมาดูหรือประเมินต่อได้ง่ายขึ้น
  7. เปรียบเทียบ Shortlist ก่อนตัดสินใจ เปรียบเทียบ Influencer หลายคนด้วยข้อมูล Performance สามารถExport เป็นไฟล์ หรือส่งต่อให้ทีมพิจารณา เพื่อให้การคัดเลือก Presenter/Influencer แบบมีข้อมูลรองรับในขั้นตอนสุดท้าย
ตัวอย่างหน้าต่างเปรียบเทียบ Influencer Performance
ตัวอย่างหน้าต่างเปรียบเทียบ Influencer Performance

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกพรีเซนเตอร์ (Presenter)

1. พรีเซนเตอร์ (Presenter) จำเป็นต้องเป็นดาราหรือคนดังระดับ Mass เสมอไปไหม?

คำตอบ ไม่จำเป็น เพราะแบรนด์หันมาใช้กลยุทธ์ Hyper-Targeted Presenter โดยเลือกใช้ Micro-Influencer ที่เชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม หรือแม้กระทั่ง Virtual/AI Presenter มากขึ้น สิ่งสำคัญอยู่ที่ “ความเหมาะสม” (Brand Fit) และความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของแบรนด์ (Audience Fit)


2. พรีเซนเตอร์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากแค่ไหน?

คำตอบ มีอิทธิพลสูงมากในแง่การสร้าง Brand Trust และ Short-term Conversion พรีเซนเตอร์ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการตัดสินใจซื้อโดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับ (Fandom) ที่พร้อมสนับสนุนสินค้าเพื่อส่งเสริมศิลปิน 

พลังในการโน้มน้าวใจจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อพรีเซนเตอร์คนนั้นมีความผูกพันและเป็นผู้ใช้งานจริง (Commercial Relevance) จนเกิดการบอกต่อออร์แกนิก และสร้างอิมแพคต่อยอดขาย


3. พรีเซนเตอร์เสมือนจริงคืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร?

คำตอบ พรีเซนเตอร์เสมือนจริง (Virtual/AI Presenter) คือ ตัวละครหรืออินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI และคอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อทำหน้าที่เป็นภาพแทนของแบรนด์

  • ข้อดี: แบรนด์สามารถควบคุมภาพลักษณ์ พฤติกรรม และข้อความสื่อสารได้ 100% ไม่มีปัญหาเรื่องคิวงาน และไร้ความเสี่ยงเรื่องดราม่าส่วนตัว (Brand Safety) สามารถปรับลุคให้ตรงตามความต้องการเฉพาะที่มนุษย์จริงทำไม่ได้
  • ข้อเสีย: อาจขาดความเชื่อมโยงทางอารมณ์ในระดับลึก (Empathy) กับผู้บริโภค และแบรนด์ต้องระวังเรื่องความโปร่งใส (Transparency) ในการเปิดเผยว่าเป็น AI เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ

4. ตัวอย่างแคมเปญที่ใช้พรีเซนเตอร์ได้อย่างสร้างสรรค์บ้างไหม?

คำตอบ มีกรณีศึกษาแบรนด์ไทยที่ใช้พรีเซนเตอร์อย่างสร้างสรรค์ เช่น

  1. Fandom-Driven: แคมเปญ “Fresh No Limit” ของ Nestle Pure Life ที่ดึงวง BUS มาเป็นพรีเซนเตอร์กระตุ้นยอดขายช่วงซัมเมอร์ จนสร้างปรากฏการณ์ Earn Media ล้นหลามบนโซเชียลจากการที่แฟนคลับถ่ายคลิปลุ้นสติ๊กเกอร์ลิมิเต็ด
  2. Virtual Hybrid: การใช้ “ไอ ไอรีน” (A-Ileen) พรีเซนเตอร์เสมือนจริงของ AIS และการนำคาแรกเตอร์การ์ตูน “Miku” มาเป็นพรีเซนเตอร์ของ นิชชิน เจาะกลุ่มเป้าหมายรุ่นใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์และทลายข้อจำกัดเดิม ๆ

Real User to Presenter:แบรนด์ Cosmic ที่เปลี่ยนดาราที่รีวิวสินค้าจริงอย่างคุณ “เจนิส” ให้ขึ้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ จนคนจดจำสินค้าได้ในชื่อ “ครีมเต่าเย็นพี่ดารา” ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้อย่างทรงพลัง