ทุกวันนี้ จะทำการตลาดหรือทำธุรกิจ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ต้องตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรบนฐานของชุดข้อมูล (Data-based decision) เช่น Data-Driven Marketing หรือการทำ Performance Marekting ทั้งนี้ แค่รู้ข้อมูล ธุรกิจยังไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งหรือตลาดได้ ธุรกิจต้องทั้งรู้ข้อมูล ทั้งรู้ข้อมูลเร็ว และทั้งใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้เร็วด้วย จึงจะมีแต้มต่อเหนือคู่แข่งได้
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่หลายธุรกิจจะทุ่มแรงลงทุนกับการปั้นแดชบอร์ด (Dashboard) เพื่อใช้ติดตามข้อมูล ย่อยข้อมูล และนำเสนอข้อมูลออกมาให้พร้อมใช้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ตัดสินใจรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ทันท่วงที หรือคว้าโอกาสพลิกสถานการณ์ในจังหวะที่เหมาะสมที่สุดได้
ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักแดชบอร์ดสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจมีแต้มต่อในการแข่งขัน นั่นคือ “Performance Dashboard” หรือ “แดชบอร์ดติดตามประสิทธิภาพ” ของธุรกิจโดยเฉพาะเจาะจงไปที่การวัดผลบนโซเชียลมีเดีย พร้อมกับตัวอย่างการใช้และอ่าน Performance Dashboard ให้เข้าใจจนนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริง
Key Takeaways
- Marketing Performance Dashboard ควรเริ่มจาก KPI ที่ต้องการวัด แล้วเลือก Metric เช่น Engagement, Sentiment, Share of Voice, Active Ads และ Influencer Visibility ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย
- การสร้าง Dashboard ด้วย Power BI หรือ Tableau มีต้นทุนมากกว่าค่าลิขสิทธิ์ เพราะยังมีค่า Data Source, API, Data Engineering, Dashboard Development, Maintenance และ Training
- Brand Scan เหมาะกับองค์กรที่ต้องการติดตาม Brand และ Competitor Performance เพราะมีข้อมูล Owned, Earned, Paid, Influencer และ Social Metric พร้อมใช้งานในระบบเดียว
Dashboard คืออะไร
ก่อนจะไปกล่าวถึง Performance Dashboard เรามาดูกันก่อนว่า Dashboard นั้น คืออะไร และมีลักษณะหน้าตาแบบไหนถึงจะเรียกได้ว่า เป็น “แดชบอร์ด”

ตัวอย่างหน้าตา Dashboard จาก Zocial Eye
Dashboard คือ หน้าจอที่สรุปหรือย่อยข้อมูลที่สำคัญ ออกมาให้ผู้ใช้งานเข้าใจง่าย ๆ ในรูปแบบของรูปภาพ (หรือ Data Visualization) เช่น กราฟ แผนภูมิ มีการใช้ไอคอน หรือตัวเลขสรุปขนาดใหญ่ ฯลฯ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานหรือผู้อ่านแดชบอร์ดเข้าใจข้อมูลได้แทบจะในทันที
ลักษณะโดยทั่วไปของแดชบอร์ด นอกจากจะใช้ภาพในการสรุปและนำเสนอข้อมูลแล้ว แดชบอร์ดยังมักออกแบบให้นำเสนอข้อมูลเพียงหน้าต่างเดียว มองเห็นภาพรวมและสถานการณ์ในหน้าจอเดียว รวมไปถึง มักออกแบบให้มีลักษณะแบบ Interactive หรือสามารถตอบสนองกับผู้ใช้งานได้ เช่น สามารถเลือกกรองข้อมูลเฉพาะที่ต้องการดูได้ สามารถเลือกเปรียบเทียบข้อมูลได้ เป็นต้น นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันและการแข่งขันทางการตลาดที่ดุเดือด รวดเร็ว แดชบอร์ดจึงมักถูกออกแบบให้สามารถดึงและประมวลผลข้อมูลที่เกิดขึ้นมานำเสนอได้แทบจะในทันที
แดชบอร์ดหนึ่งแดชบอร์ดจะทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นหลัก เช่น Marketing Dashboard, Business Dashboard, Financial Dashboard, Project Mangaement Dashboad, Brand Performance Dashboard และอื่น ๆ อีกมากมายตามแต่ละวัตถุประสงค์
ความสำคัญของ Dashboard ในการทำ Branding และ Marketing
สำหรับโลกของการตลาดและการสร้างแบรนด์ (Branding) แล้ว Dashboard ที่ดี จะช่วยให้ธุรกิจหรือแบรนด์สามารถเข้าใจสถานการณ์ มองสถานการณ์ได้ขาด เรียกได้ว่า เพียงแค่เห็นข้อมูลบนแดชบอร์ดก็รู้ได้แทบจะในทันทีว่า ควรทำอะไรต่อหรือควรมุ่งความสนใจไปที่อะไร รวมไปถึงสามารถเลือกคัดกรองดูเฉพาะข้อมูลที่ต้องการได้สะดวก ไม่ต้องประมวลข้อมูลดิบด้วยตัวเอง
แตกต่างจากการทำรายงานหรือรีพอร์ต (Report) ที่เน้นการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องและนำเสนออย่างละเอียดเพื่อใช้สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกและเก็บรวบรวมข้อมูลมากกว่า
การใช้ Dashboard ในการวิเคราะห์ข้อมูล
Dashboard ช่วยรวบรวมและประมวลผลข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง นำมาแสดงผลไว้ในที่เดียว ทำให้แบรนด์หรือธุรกิจสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุม ยกตัวอย่างเช่น แดชบอร์ดแสดงยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) กับแบรนด์จากช่องทางต่าง ๆ ที่แสดงผลออกมาเป็นแผนภูมิวงกลมหรือ Pie Chart
จากรูปตัวอย่าง เราสามารถวิเคราะห์และสรุปได้แทบจะในทันทีเลยว่า ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่านช่องโซเชียลมีเดียในช่องทางใดมากที่สุดหรือน้อยที่สุด จาก Pie Chart รวมไปถึงทราบว่า แต่ละช่องทางมีอัตราการเติบโตของ Engagement เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
การติดตามผลการทำงานของแบรนด์ด้วย Performance Dashboard
การใช้ Performance Dashboard ยังสามารถช่วยให้แบรนด์ติดตามผลการทำงานของแบรนด์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามการรับรู้แบรนด์, การเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดเพื่อหาจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนา, การติดตามประสิทธิภาพของช่องทางต่าง ๆ ที่แบรนด์ใช้ทำการตลาด ฯลฯ

Performance Dashboard ที่ดีควรเป็นอย่างไร
- ใช้งานง่ายและเข้าใจได้เร็ว Performance Dashboard ที่ดีต้องมีการออกแบบอินเทอร์เฟซ (Interface) ที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เน้นการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพ เช่น กราฟและแผนภูมิที่เข้าใจได้ง่าย จัดวางข้อมูลเป็นระเบียบ มีลำดับความสำคัญที่ชัดเจน อาจมีคำอธิบายหรือคำแนะนำสั้น ๆ ประกอบ นอกจากนี้ ผู้ใช้ควรสามารถปรับแต่งมุมมองได้ตามความต้องการของแต่ละคน
- สามารถรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น การดึงข้อมูลจากหลาย ๆ แพลตฟอร์มอย่างอัตโนมัติ ช่วยให้เห็นข้อมูลภาพรวมที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ ระบบควรอัปเดตข้อมูลหรือดึงข้อมูลมาใช้ได้ในเวลาที่เหมาะสม
- สามารถประมวลข้อมูลออกมาใช้งานต่อได้จริง มีการวิเคราะห์แนวโน้มหรือเทรนด์ (Trend) และการคาดการณ์ได้ มีการสรุปค่าต่าง ๆ ออกมาเป็นรูปภาพหรือตัวเลขที่เข้าใจได้ทันที เช่น กราฟ แผนภูมิ แผนผัง ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ ฯลฯ รวมไปถึง มีข้อมูลแสดงผลครบถ้วนเพียงพอต่อการทำความเข้าใจสถานการณ์ ติดตามผลลัพธ์ หรือสามารถใช้งานได้ดีตามวัตถุประสงค์ของแดชบอร์ด
- การแสดงผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ควรมีตัวเลือกในการปรับแต่งการแสดงผล เช่น สี รูปแบบ และขนาด เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ ควรมีรองรับการแสดงผลบนอุปกรณ์ที่หลากหลายด้วยการออกแบบที่ตอบสนอง (Responsive Design) และมีความสามารถในการสร้างการแสดงผลแบบโต้ตอบ (Interactive Visualization) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลและสามารถแสดงข้อมูลเชิงเปรียบเทียบได้
Marketing Performance Dashboard ควรมีข้อมูลอะไรบ้าง?
Marketing Performance Dashboard ควรเริ่มจากเป้าหมายทางการตลาด แล้วเลือก KPI และ Metric ที่ช่วยบอกความคืบหน้าของเป้าหมายนั้น ยกตัวอย่างสิ่งที่ควรดูได้จาก Marketing Performance Dashboard เช่น
| เป้าหมาย | KPI | Metric ที่ใช้วัด | ช่องทางที่สามารถเก็บข้อมูลได้ |
|---|---|---|---|
| Brand Awareness | ใช้วัดว่าแบรนด์ถูกมองเห็นและถูกพูดถึงมากเพียงใด | Messages, Posts, Audience Size, Followers, Views | Owned, Earned |
| Content Performance | ใช้วัดประสิทธิภาพคอนเทนต์ | Engagement, Reaction, Comment, Share, View, Top Posts | Owned |
| Brand Health | ใช้วัดคุณภาพของเสียงและทัศนคติที่เกิดขึ้นรอบแบรนด์ | Sentiment, Earned Engagement, Top Users, Growth | Earned |
| Competitive Performance | ใช้วัดว่าแบรนด์อยู่ในตำแหน่งใดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง | Brand Score, Growth Rate, Channel Performance | Social Metric |
| Paid Media Activity | ใช้วัดความเคลื่อนไหวด้านโฆษณา | Active Ads, Ads Created, Media Type, Placement, CTA | Paid |
| Influencer Visibility | ใช้วัดการมองเห็นผ่าน Influencer | Influencer Mentions, Posts, Engagement, Brand Relationship | Influencer |
| Market Activity | ใช้วัดความถี่ในการเคลื่อนไหวของตลาด | Post Frequency, Ad Timeline, Influencer Activity | Owned, Paid, Influencer |
อ่าน Marketing Performance Dashboard อย่างไรให้ได้อินไซต์?
Dashboard จะสร้างคุณค่าได้เมื่อทีมสามารถแปลงตัวเลขให้เป็นอินไซต์และนำไปวางแผนหรือทำกิจกรรมทางการตลาดต่อได้ การอ่าน Dashboard จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การดูว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่านั้น
1. เปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า
ตัวเลขควรถูกเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น
- สัปดาห์ก่อน
- เดือนก่อน
- ไตรมาสก่อน
- ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
- ช่วงก่อนและหลัง Campaign
ตัวอย่างเช่น Engagement เพิ่มขึ้น 20% อาจดูเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่ทีมต้องตรวจสอบต่อว่าเกิดจากคอนเทนต์มีประสิทธิภาพขึ้น หรือเกิดจากจำนวนโพสต์และงบโฆษณาที่เพิ่มขึ้น
2. เปรียบเทียบกับคู่แข่งและตลาด
การดูเฉพาะข้อมูลของแบรนด์อาจทำให้ตีความสถานการณ์คลาดเคลื่อนได้ หาก Engagement ของแบรนด์เพิ่มขึ้น 10% แต่คู่แข่งเพิ่มขึ้น 40% แบรนด์อาจกำลังเติบโตช้ากว่าตลาด โดย Metric ที่ควรใช้เปรียบเทียบ ได้แก่
- Post Frequency
- Engagement
- Engagement Growth
- Sentiment
- Active Ads
- Influencer Activity
- Channel Performance
การมี Competitor Benchmark ช่วยให้ทีมประเมินผลลัพธ์ได้จากบริบทของตลาด ไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขของแบรนด์เพียงฝ่ายเดียว
3. เชื่อมกิจกรรมเข้ากับผลลัพธ์
ทีมควรตรวจสอบว่ากิจกรรมใดเกิดขึ้นก่อนที่ผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างคำถามที่ควรถามจาก Dashboard ได้แก่
- Engagement เพิ่มขึ้นหลังจากโพสต์คอนเทนต์รูปแบบใด
- Sentiment ลดลงหลังเกิดประเด็นอะไร
- คู่แข่งเริ่มเพิ่มโฆษณาในช่วงใด
- Influencer คนใดสร้างการมองเห็น Visibility ให้แบรนด์
- ช่องทางใดสร้างผลลัพธ์สูงเมื่อเทียบกับจำนวนโพสต์
- Message แบบใดทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมมากขึ้น
การเชื่อม Activity กับ Outcome ช่วยให้ทีมเข้าใจว่าอะไรควรทำต่อ ปรับลด หรือหยุดทำ
4. ดูทั้งยอดรวมและประสิทธิภาพต่อหน่วย
ยอดรวมสูงไม่ได้หมายความว่าประสิทธิภาพสูงเสมอไป
แบรนด์หนึ่งอาจมี Engagement รวมสูงเพราะโพสต์จำนวนมาก ขณะที่อีกแบรนด์โพสต์น้อยกว่า แต่สร้าง Engagement ต่อโพสต์ได้สูงกว่า
ทีมจึงควรดู Metric หลายตัวประกอบกัน เช่น
- Engagement รวม
- Engagement ต่อโพสต์
- จำนวนโพสต์
- Engagement Growth
- View ต่อคอนเทนต์
- จำนวนผู้ติดตาม
- อัตราการเติบโตของช่องทาง
5. เปิดดูข้อมูลต้นทาง
Dashboard ช่วยให้เห็นสัญญาณ แต่ข้อมูลบางประเภทต้องตรวจสอบบริบทเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น หาก Negative Sentiment เพิ่มขึ้น ทีมควรเปิดดูข้อความต้นทางว่าเกิดจาก
- คำร้องเรียนของลูกค้า
- ข่าวเชิงลบ
- เหตุการณ์เฉพาะหน้า
- การกล่าวถึงคำเดียวกันในบริบทอื่น
- ข้อความจากบัญชีที่มีอิทธิพลสูง
ในกรณีที่คู่แข่งมี Engagement เพิ่มขึ้น ทีมควรดู Top Posts ต่อเพื่อวิเคราะห์ Creative, Message, Promotion และ Influencer ที่เกี่ยวข้อง
ควรสร้าง Performance Dashboard เองหรือใช้แพลตฟอร์มสำเร็จรูป?
องค์กรสามารถสร้าง Performance Dashboard ได้สองแนวทางหลัก
- สร้าง Dashboard เองด้วย Business Intelligence Platform เช่น Power BI หรือ Tableau
- ใช้แพลตฟอร์มเฉพาะทางที่รวบรวมข้อมูลและ Metric ไว้แล้ว
| ประเด็น | สร้างด้วย Power BI หรือ Tableau | แพลตฟอร์มสำเร็จรูป |
| ความยืดหยุ่น | ปรับแต่งได้ตาม Requirement | ใช้โครงสร้างที่ระบบเตรียมไว้ |
| แหล่งข้อมูล | องค์กรต้องจัดหาและเชื่อมต่อ | ผู้ให้บริการจัดเตรียมข้อมูล |
| Data Model | ต้องออกแบบและดูแลเอง | มี Data Model มาตรฐาน |
| ระยะเวลาเริ่มใช้งาน | ต้องพัฒนาและทดสอบ | เริ่มใช้งานได้เร็วกว่า |
| ทีมที่เกี่ยวข้อง | Marketing, Data, BI และ IT | ทีม Marketing ใช้งานได้โดยตรงมากขึ้น |
| การดูแลระบบ | องค์กรรับผิดชอบ | ผู้ให้บริการดูแลแพลตฟอร์ม |
| ความเหมาะสม | รวมข้อมูลหลายระบบในองค์กร | วิเคราะห์โจทย์เฉพาะทาง |
ค่าใช้จ่ายแฝงของ Power BI และ Tableau มีอะไรบ้าง?
Power BI และ Tableau เป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับการสร้าง Dashboard ตาม Requirement ขององค์กร
1. ค่าลิขสิทธิ์ผู้ใช้งาน
Power BI มีทั้งบัญชีฟรี Power BI Pro และ Power BI Premium ต่อผู้ใช้ โดยความสามารถด้านการเผยแพร่ การแชร์ และขนาดของโมเดลข้อมูลแตกต่างกันไป
Tableau แบ่งสิทธิ์ผู้ใช้งานเป็น Creator, Explorer และ Viewer รวมถึงมีทางเลือกทั้ง Tableau Cloud และ Tableau Server โดยการใช้งานต้องพิจารณาจำนวนและบทบาทของผู้ใช้แต่ละประเภท
เมื่อจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายจึงเพิ่มตามรูปแบบสิทธิ์และระดับการใช้งาน
2. ค่าจัดหาข้อมูลและ API
Power BI และ Tableau ช่วยประมวลผลและแสดงผลข้อมูล แต่ไม่ได้มีข้อมูลด้านแบรนด์ คู่แข่ง โฆษณา หรือ Influencer เตรียมไว้โดยอัตโนมัติ
องค์กรอาจต้องลงทุนเพิ่มเติมในส่วนต่าง ๆ เช่น
- Social Media API
- Advertising Data
- Social Listening Platform
- Influencer Database
- Data Warehouse
- Cloud Storage
- Custom Connector
3. ค่า Data Engineering
ข้อมูลจากแต่ละระบบอาจมีโครงสร้าง ชื่อ Metric และรอบการอัปเดตต่างกัน ซึ่งทีม Data ต้องทำงาน เช่น
- เชื่อมต่อแหล่งข้อมูล
- ทำความสะอาดข้อมูล
- ลบข้อมูลซ้ำ
- จับคู่ชื่อแบรนด์
- กำหนดสูตร Metric
- สร้าง Data Model
- ตรวจสอบคุณภาพข้อมูล
4. ค่าพัฒนา Dashboard
ก่อนสร้าง Dashboard ทีมต้องเก็บ Requirement ออกแบบโครงสร้างข้อมูล กำหนด Filter, Permission และ Visualization
Microsoft แนะนำให้การวางระบบ BI ระดับองค์กรครอบคลุมทั้งกลยุทธ์ การออกแบบ การนำไปใช้งาน และการบริหารจัดการระบบในระยะยาว
5. ค่า Infrastructure และ Data Gateway
หากข้อมูลอยู่ในระบบภายในหรือ Private Network องค์กรอาจต้องติดตั้งและดูแล Data Gateway
การบริหาร Gateway เกี่ยวข้องกับการวางแผน Capacity, Security, Connection, Monitoring, Software Update และผู้รับผิดชอบระบบ
6. ค่า Maintenance และ Data Refresh
เมื่อ API, Data Source หรือโครงสร้างข้อมูลเปลี่ยน ทีมต้องปรับ Connector, Data Model และ Dashboard ตามไปด้วย
ทีมยังต้องตรวจสอบปัญหา เช่น
- Data Refresh ล้มเหลว
- Credential หมดอายุ
- Schema เปลี่ยน
- ข้อมูลตกหล่น
- Dashboard แสดงตัวเลขไม่ตรงกัน
7. ค่า Governance และ Security
องค์กรต้องกำหนดว่าใครสามารถดู แก้ไข ดาวน์โหลด หรือแชร์ข้อมูลได้
นอกจากนี้ ยังต้องมีผู้รับผิดชอบ Semantic Model, Data Source, Workspace, Permission และกระบวนการตรวจสอบการใช้งาน โดย Microsoft ระบุว่าผู้ดูแลโมเดลข้อมูลมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Credential และการตั้งค่า Refresh ด้วย
8. ค่า Training และ Adoption
องค์กรต้องสอนผู้ใช้งานให้เข้าใจ KPI, Metric, Filter และข้อจำกัดของข้อมูล
หากผู้ใช้งานไม่เข้าใจวิธีอ่าน Dashboard เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นอาจถูกใช้เป็นเพียงหน้าจอรายงาน โดยไม่ได้ช่วยเปลี่ยนวิธีตัดสินใจขององค์กร
Power BI หรือ Tableau เหมาะกับองค์กรแบบใด?
Power BI หรือ Tableau เหมาะกับองค์กรที่ต้องการรวมข้อมูลจากหลายฝ่ายไว้ในระบบเดียว เช่น
- Marketing
- Sales
- CRM
- Finance
- Operations
- Supply Chain
- Customer Service
เครื่องมือกลุ่มนี้เหมาะเมื่อองค์กรมีทีม Data หรือ BI ที่สามารถออกแบบ ดูแล และพัฒนาระบบต่อเนื่องได้ นอกจากนี้ ยังเหมาะกับกรณีที่องค์กรต้องการสร้างสูตรเฉพาะ เชื่อมข้อมูลภายใน หรือกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงที่ซับซ้อน
Marketing Performance Dashboard สำเร็จรูปเหมาะกับใคร?
แพลตฟอร์มสำเร็จรูปเหมาะกับ Use Case ที่มีประเภทข้อมูลและ Metric ค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว เช่น
- ติดตาม Brand Performance
- เปรียบเทียบกับคู่แข่ง
- วิเคราะห์ Content Performance
- ดูความเคลื่อนไหวของโฆษณา
- ติดตาม Influencer
- วิเคราะห์เสียงและ Sentiment รอบแบรนด์
ข้อดีคือทีมสามารถเริ่มวิเคราะห์ได้เร็วขึ้น เพราะไม่ต้องเริ่มจากการเชื่อม API, สร้าง Data Pipeline และออกแบบ Dashboard ใหม่ทั้งหมด
Brand Scan ช่วยติดตาม Marketing Performance ได้อย่างไร?
Brand Scan คือแพลตฟอร์มสำหรับติดตาม Brand และ Competitor Performance ผ่านข้อมูล 5 มิติ ได้แก่
Owned Performance

ใช้ดูผลลัพธ์จากช่องทาง Social Media ของแบรนด์ เช่น
- จำนวนโพสต์
- Engagement
- Reaction
- Comment
- Share
- View
- Followers
- Top Posts
- Hashtag
- การเติบโตของช่องทาง
ข้อมูลส่วนนี้ช่วยตอบว่าช่องทางและคอนเทนต์ของแบรนด์ทำผลงานอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
Earned Performance

ใช้วิเคราะห์เสียงที่เกิดขึ้นจากผู้บริโภคหรือบัญชีอื่น เช่น
- จำนวนการกล่าวถึง
- Engagement จาก Earned Media
- Sentiment
- Audience Size
- Top Users
- Top Posts
- ข้อความที่กล่าวถึงแบรนด์
ข้อมูลส่วนนี้ช่วยติดตาม Brand Health และตรวจสอบประเด็นที่ผู้บริโภคกำลังพูดถึง
Paid Activity

ใช้ดูความเคลื่อนไหวของโฆษณาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ เช่น
- จำนวนโฆษณาที่ตรวจพบ
- Active Ads
- วันที่สร้างโฆษณา
- Media Type
- Placement
- Call-to-Action
- รูปแบบ Creative
ข้อมูล Paid ช่วยให้ทีมเห็นว่าคู่แข่งกำลังผลักดันสินค้า Message หรือ Campaign ใดอยู่
Influencer Performance

ใช้ดูการกล่าวถึงแบรนด์ผ่าน Influencer เช่น
- Influencer Visibility
- Influencer Mention
- Engagement
- Top Influencer
- Brand Relationship
- Influencer ที่กล่าวถึงหลายแบรนด์
ข้อมูลนี้ช่วยให้ทีมค้นหา Influencer ที่สร้าง Visibility และตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่าง Influencer กับแบรนด์ต่าง ๆ ในตลาด
Social Metric
ใช้ดูภาพรวม Performance ของแบรนด์และเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เช่น
- Brand Score
- Platform Performance
- Post Performance
- Growth
- Top Posts
- Messages
ข้อมูลส่วนนี้ช่วยให้ทีมเห็นตำแหน่งของแบรนด์ในภาพรวมจาก Metric ที่อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน

Brand Scan ช่วยลดต้นทุนของ Performance Dashboard อย่างไร?
Brand Scan ช่วยลดขั้นตอนในการสร้าง Marketing Performance Dashboard สำหรับโจทย์ด้าน Brand และ Competitor Intelligence
ลดต้นทุนการจัดหาข้อมูล
ข้อมูลจาก Owned, Earned, Paid, Influencer และ Social Metric ถูกรวบรวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
ทีมจึงลดภาระในการหาแหล่งข้อมูลและพัฒนา Connector แยกสำหรับแต่ละมิติ
ลดต้นทุนการพัฒนา
Dashboard, Metric และตัวกรองที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์แบรนด์ถูกเตรียมไว้แล้ว
ทีมสามารถเลือกแบรนด์ ช่วงเวลา และช่องทางเพื่อเริ่มวิเคราะห์ได้เร็วขึ้น
ลดภาระการดูแลระบบ
ผู้ให้บริการรับผิดชอบการเก็บข้อมูล อัปเดตระบบ และดูแลโครงสร้างของแพลตฟอร์ม
ทีมภายในจึงใช้เวลากับการวิเคราะห์และวางแผนมากขึ้น
ลดเวลารอทีม Data
ทีม Marketing สามารถเปิดดูข้อมูลทั่วไปได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องส่ง Requirement ให้ทีม Data สร้างรายงานใหม่ทุกครั้ง
มี Competitor Benchmark พร้อมใช้
การเปรียบเทียบคู่แข่งต้องอาศัยข้อมูลที่อยู่ในช่วงเวลาและมาตรฐานเดียวกัน
Brand Scan ช่วยนำข้อมูลของหลายแบรนด์มาแสดงในมุมมองเดียวกัน ทำให้ทีมเห็นตำแหน่งและความเคลื่อนไหวของตลาดได้เร็วขึ้น
สรุป Performance Dashboard ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจจากข้อมูลได้เร็วขึ้น
Performance Dashboard ช่วยรวบรวม KPI และ Key Metric สำคัญให้อยู่ในรูปแบบที่ติดตามและเปรียบเทียบได้ง่าย
Dashboard ที่มีประสิทธิภาพควรช่วยให้ทีมเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดจากอะไร และควรดำเนินการอย่างไรต่อ
สำหรับองค์กรที่ต้องรวมข้อมูลหลายฝ่าย Power BI หรือ Tableau เป็นทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นสูง แต่ต้องมีความพร้อมด้าน Data, Technology และบุคลากร
สำหรับทีมที่ต้องการติดตาม Brand และ Competitor Performance โดยเฉพาะ Brand Scan ช่วยให้เข้าถึงข้อมูล Owned, Earned, Paid, Influencer และ Social Metric จากแพลตฟอร์มเดียว ลดขั้นตอนการสร้าง Dashboard และช่วยให้ทีมเริ่มวิเคราะห์ได้เร็วขึ้น
ดู Brand และ Competitor Performance ให้ครบทั้ง 5 มิติ พร้อมค้นหาสัญญาณที่ช่วยให้ทีมวางแผนการตลาดได้เร็วขึ้นด้วย Brand Scan
Dashboard ควรอัปเดตข้อมูลบ่อยแค่ไหน?
ความถี่ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูลและความเร็วในการตัดสินใจ เช่น Crisis Monitoring อาจต้องติดตามรายชั่วโมง ขณะที่ Brand Performance อาจติดตามเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน
ควรกำหนด KPI ชุดเดียวกันสำหรับทุกแบรนด์หรือไม่?
ไม่จำเป็น แบรนด์ควรเลือก KPI ตามเป้าหมาย ช่วงการเติบโต ประเภทธุรกิจ และบทบาทของแต่ละช่องทาง
ข้อมูลจาก Marketing Performance Dashboard เชื่อมกับยอดขายได้หรือไม่?
สามารถเชื่อมได้เมื่อองค์กรมีข้อมูลลูกค้า Campaign และยอดขายที่มีตัวระบุร่วมกัน โดยอาจต้องใช้ CRM, Data Warehouse หรือ Business Intelligence Platform เพิ่มเติม
Ref:
![Marketing Performance Dashboard ควรมี KPI และ Metric อะไรบ้าง? [ดูเครื่องมือที่ควรใช้ที่นี่]](https://wisesight.com/wp-content/webp-express/webp-images/uploads/2024/07/marketing-performance-dashboard.jpg.webp)



