อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) กลายเป็นหนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกการตลาดยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหรือแบรนด์ระดับโลก ต่างก็เริ่มหันมาศึกษาและใช้กลยุทธ์นี้อย่างจริงจัง แต่หลายคนยังสงสัยว่า Influencer คืออะไร และทำไมพวกเขาถึงมีพลังในการโน้มน้าวใจผู้บริโภคได้มากขนาดนี้

หากคุณกำลังวางแผนทำการตลาดหรือกำลังมองหาวิธีหาอินฟลูเอนเซอร์ไทยที่เหมาะสมกับธุรกิจ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักว่า Influencer คืออาชีพอะไร มีกี่ประเภท ไปจนถึงเทคนิคการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมผลักดันยอดขายให้แบรนด์เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม!


Key Takeaway

  • อินฟลูเอนเซอร์ คือ ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลที่ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ เพิ่มยอดขาย และสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ
  • แบรนด์สามารถเลือกอินฟลูเอนเซอร์โดยดูกลุ่มผู้ติดตาม ประเภทคอนเทนต์ แพลตฟอร์ม และงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายการตลาด
  • ใช้ Influencer Directory เพื่อค้นหาอินฟลูเอนเซอร์จากข้อมูล Influencer Performance จริงที่เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ผลมาให้ในเครื่องมือเดียว

Table of Contents

อินฟลูเอนเซอร์คือใคร?

อินฟลูเอนเซอร์คือใคร
ที่มาภาพ: 19 Influencer Marketing Statistics You Should Know 

อินฟลูเอนเซอร์ หรือ Influencer คือบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมการตัดสินใจของกลุ่มผู้ติดตาม (Follower) สามารถสร้างเนื้อหาและสื่อสารกับผู้คนผ่านโลกออนไลน์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้ติดตามเชื่อถือและพร้อมจะทำตามคำแนะนำ ไปจนถึงตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการตาม

ดังนั้น Influencer แปลว่า ผู้มีอิทธิพลที่สามารถโน้มน้าวใจผู้บริโภคได้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำ Social Media Marketing ในยุคดิจิทัลที่ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับรีวิวจริงและประสบการณ์จริงมากกว่าการโฆษณาแบบเดิม ๆ


อินฟลูเอนเซอร์มีกี่ประเภท

ประเภทของอินฟลูเอนเซอร์สามารถแบ่งออกได้หลายแบบขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนก เช่น จำนวนผู้ติดตาม ประเภทของคอนเทนต์ที่สร้าง หรือแพลตฟอร์มที่ใช้งาน โดยแต่ละประเภทมีลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์ที่แตกต่างกัน ทำให้แบรนด์ต้องเลือกอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและกลยุทธ์ Online Marketing และนี่คือ 3 วิธีการแบ่งประเภทอินฟลูเอนเซอร์ในมุมมองที่ได้รับความนิยมและใช้จริงในอุตสาหกรรมการตลาด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

แบ่งตามจำนวนผู้ติดตาม

การแบ่งระดับ Influencer ประเภทนี้ใช้เกณฑ์ตามจำนวนผู้ติดตาม (Followers) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอิทธิพลและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยแต่ละระดับมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ดังนี้

  1. Pico Influencer

Pico Influencer ผู้ติดตาม 0 – 1,000 คน ถือว่าเป็นระดับเล็กที่สุดในระดับ Influencer แต่มีพลังในการสื่อสารที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถึงแม้จะมีจำนวนผู้ติดตามน้อย แต่กลุ่มนี้มักมีความใกล้ชิดกับผู้ติดตามมากที่สุด ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในแบบที่อินฟลูเอนเซอร์ระดับใหญ่ไม่สามารถทำได้

  1. Nano Influencer

Nano Influencer ผู้ติดตาม 1,001 – 10,000 คน เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความใกล้ชิดกับผู้ติดตามสูง ความสัมพันธ์เป็นกันเอง เนื้อหามีความจริงใจ เหมาะสำหรับธุรกิจท้องถิ่นหรือสินค้าเฉพาะกลุ่ม และค่าใช้จ่ายในการจ้างไม่สูงมาก

  1. Micro Influencer

Micro Influencer ผู้ติดตาม 10,001 – 50,000 คน เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนพอประมาณ และยังคงรักษาความใกล้ชิดกับกลุ่มเป้าหมายไว้ได้ เหมาะสำหรับสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้น Engagement ได้รับความนิยมสูงในการทำ KOL Marketing 

  1. Mid-Tier Influencer

Mid-Tier Influencer ผู้ติดตาม 50,001 – 500,000 คน อยู่กึ่งกลางระหว่าง Micro และ Macro Influencer มักมีชื่อเสียงในวงกว้างพอสมควร แต่ยังคงรักษาความใกล้ชิดกับผู้ติดตามได้ดีกว่ากลุ่มที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ทำให้เป็นตัวเลือกที่สมดุลระหว่างการเข้าถึง (Reach) และความน่าเชื่อถือ (Trust)

  1. Macro Influencer

Macro Influencer ผู้ติดตาม 500,001 – 1,000,000 คน เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงในวงกว้าง สามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับแคมเปญที่ต้องการเข้าถึงผู้คนจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น

  1. Mega Influencer

Mega Influencer ผู้ติดตาม 1,000,001 – 5,000,000 คน มักเป็นบุคคลสาธารณะหรือมีชื่อเสียงในระดับประเทศ พวกเขามีพลังในการสร้างกระแส (Trendsetter) และขยายการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness) ไปยังผู้คนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว

  1. Elite Influencer

Elite Influencer ผู้ติดตามมากกว่า 5,000,000 คน ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในระดับสากลหรือเป็นไอคอนในวงการ เช่น ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก หรือบุคคลที่มีอิทธิพลในหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน

แบ่งตามประเภทของเนื้อหาที่ผลิต

การแบ่งประเภทอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Tier) ตามเนื้อหาที่ผลิตจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์ และเลือกคนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ โดยพิจารณาจากบทบาท หน้าที่ และรูปแบบคอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ ดังนี้

  1. Celebrity คือ บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมหรือวงการบันเทิง เช่น นักแสดง นักร้อง นักกีฬา พิธีกร หรือเซเลบสังคมที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมากและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อินฟลูเอนเซอร์ดัง ๆ เหล่านี้ เหมาะสำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่หรืองานแคมเปญใหญ่ระดับชาติ ช่วยยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูพรีเมียมและน่าเชื่อถือ ทำให้สร้าง Brand Awareness ได้รวดเร็ว
  1. Influencer คือ ผู้ที่สร้างคอนเทนต์เฉพาะทาง เช่น รีวิวสินค้า การสอน หรือการแชร์ประสบการณ์ โดยไม่ได้มีชื่อเสียงจากวงการบันเทิง แต่โด่งดังเพราะทักษะการสร้างเนื้อหาที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย เป็นมีความเชี่ยวชาญและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ทำให้ผู้ติดตามเชื่อใจได้ง่าย
  1. Key Opinion Leaders (KOL) คือ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักโภชนาการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พวกเขามีความน่าเชื่อถือสูง และผู้ติดตามมักเชื่อมั่นในคำแนะนำเพราะมีพื้นฐานความรู้จริง เหมาะกับสินค้าและบริการที่ต้องการข้อมูลเชิงลึก พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์สูงมาก เพราะมีความรู้และข้อมูลสนับสนุน

แบ่งตามประเภท​ Platform

เป็นการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้ตรงกับแพลตฟอร์ม เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีรูปแบบคอนเทนต์ กลุ่มผู้ติดตาม และพฤติกรรมผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. Youtuber

Youtuber จะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่เน้นการสร้างคอนเทนต์วิดีโอที่มีความยาวและรายละเอียดเชิงลึกลง YouTube เช่น รีวิวสินค้า, How-to ฯลฯ เหมาะกับการเล่าเรื่องราวของแบรนด์ (Storytelling) และสร้างความผูกพันกับผู้ชมในระยะยาว รวมถึงเข้าถึงผู้ติดตามได้ทั่วโลกและสร้างความน่าเชื่อถือสูง ตัวอย่างคอนเทนต์ เช่น รีวิวเครื่องสำอาง, รีวิว Gadget, Vlog ท่องเที่ยว ฯลฯ 

  1. Instagrammer 

Instagrammer โดดเด่นด้านภาพถ่ายและวิดีโอสั้น เหมาะกับแบรนด์ที่เน้น Lifestyle Marketing เช่น แฟชั่น ความงาม อาหาร และท่องเที่ยว จะใช้ Reels และ Story เป็นเครื่องมือสร้าง Engagement ได้ดี จึงช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามและสม่ำเสมอ ตัวอย่างคอนเทนต์ เช่น ภาพสินค้าแฟชั่น คาเฟ่ หรือแคมเปญท่องเที่ยว

  1. Blogger/Vlogger 

Blogger จะเน้นบทความรีวิวเชิงลึก เช่น รีวิวสินค้า เทคโนโลยี หรือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ส่วน Vlogger เน้นวิดีโอบล็อกบันทึกประสบการณ์ เช่น การเดินทาง หรือการทำอาหาร เหมาะกับกลุ่มที่ต้องการข้อมูลละเอียด และช่วยสร้าง SEO ให้กับเว็บไซต์ของแบรนด์ ตัวอย่างคอนเทนต์ เช่น รีวิว Gadget, รีวิวที่พัก, คู่มือท่องเที่ยว ฯลฯ 

  1. Podcaster 

Podcaster เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ใช้การสื่อสารผ่านเสียง (Audio Content) เช่น รายการให้ความรู้, แชร์ประสบการณ์, สร้างแรงบันดาลใจ ฯลฯ เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว เช่น ด้านสุขภาพ การศึกษา ธุรกิจการเงิน เป็นต้น ตัวอย่างคอนเทนต์ เช่น Podcast ด้านธุรกิจ, Mindset การพัฒนาตัวเอง ฯลฯ 

  1. TikTok 

Tiktoker เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่เน้นผลิตวิดีโอสั้น สร้างไวรัลคอนเทนต์และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว คนดังใน TikTok เหมาะสำหรับแคมเปญที่ต้องการสร้างกระแส (Buzz Marketing) หรือทดสอบสินค้าในตลาด ทำให้เข้าถึงผู้ติดตามจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น และมีโอกาสทำให้แบรนด์เป็นไวรัล ตัวอย่างคอนเทนต์ เช่น Challenge Dance, รีวิวสินค้าแบบสั้น, Mini Vlog ฯลฯ


อินฟลูเอนเซอร์ไทยช่วยโปรโมตธุรกิจได้ดีจริงไหม?

อินฟลูเอนเซอร์สำคัญยังไง
ขอบคุณรูปภาพจาก : Influencer Marketing Benefits – Spread The Word About Your Business – ThemeREX 

Influencer Marketing คือ กลยุทธ์ที่แบรนด์ใช้ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ธุรกิจสามารถเพิ่มยอดขาย สร้าง Engagement หรือการมีส่วนร่วม และสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาวได้หากใช้กลยุทธ์การตลาดที่ถูกต้องและเลือก Influencer ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และนี่คือเหตุผลที่ทำให้การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ส่งผลต่อการโปรโมตแบรนด์ได้มากกว่าที่คิด

สร้างการรับรู้ต่อแบรนด์

อินฟลูเอนเซอร์มีศักยภาพสูงในการทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เหมาะสำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ การสร้างกระแส หรือการสร้างภาพจำของแบรนด์ โดยเฉพาะกลุ่ม Macro Influencer และ Mega Influencer ที่สามารถเข้าถึงผู้ติดตามจำนวนมากภายในเวลาอันสั้น ยกตัวอย่าง เช่น แบรนด์แฟชั่นทำการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่โดยร่วมมือกับ Tiktoker ชื่อดัง ทำให้เกิดแคมเปญไวรัลบน TikTok และเพิ่มการรับรู้แบรนด์อย่างก้าวกระโดด เป็นต้น

ช่วยเพิ่มยอดขาย

การรีวิวหรือแนะนำสินค้าจากอินฟลูเอนเซอร์สามารถกระตุ้นความสนใจและยอดขายได้ทันที เมื่อผู้ติดตามเห็นว่าอินฟลูเอนเซอร์ใช้จริงและชื่นชอบสินค้า จะเกิดความเชื่อมั่นและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจ E-commerce, อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ต้องการวัด Conversion และ ROI ของแคมเปญอย่างชัดเจน

สร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ

บริโภคยุคใหม่เชื่อถือคำแนะนำจากบุคคลมากกว่าการโฆษณาโดยตรง ดังนั้น การร่วมงานกับ KOL หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าเชิงเทคนิค เช่น สุขภาพ เทคโนโลยี หรือบริการทางการเงินที่ต้องการรีวิวจากกลุ่ม KOL ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นหลัก

สร้างคอนเทนต์เพื่อดึงดูดลูกค้า

อาชีพ Influencer คือผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย แบรนด์สามารถนำคอนเทนต์ของ Influencer มาใช้ต่อยอดในการทำโฆษณาและเพิ่ม Engagement บนโซเชียลมีเดีย รวมถึงเป็นการลดภาระของทีมการตลาด และยังได้เนื้อหาที่มีความเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือมาใช้ในการโปรโมตแบรนด์ด้วย

ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

อินฟลูเอนเซอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เมื่อผู้ติดตามรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจและใส่ใจในการเลือก Content Creator ที่เหมาะสม จะช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ในระยะยาว พร้อมทั้งกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและแนะนำต่อแบบปากต่อปาก 


เลือกอินฟลูเอนเซอร์ยังไง ให้ช่วยสร้างยอดขายได้จริง

ไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ทุกคนที่มีผู้ติดตามเยอะจะสามารถสร้างยอดขายได้จริง หากแบรนด์ต้องการให้แคมเปญการทำ Influencer Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรพิจารณาหลายปัจจัยทั้งในด้านกลยุทธ์ เนื้อหา และการสื่อสาร เพื่อให้การลงทุนคุ้มค่าและตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ดังนี้

เป้าหมายของแคมเปญการตลาด

ก่อนเริ่มหา Influencer แบรนด์ต้องกำหนดเป้าหมายของแคมเปญให้ชัดเจนก่อนว่าต้องการอะไร เช่น

  • ต้องการสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) 
  • ต้องการเพิ่มยอดขาย (Sales Conversion) 
  • ต้องการสร้าง Engagement หรือความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะสามารถเลือกประเภทและระดับของอินฟลูเอนเซอร์ได้เหมาะสม เช่น หากต้องการเพิ่มยอดขายแบบเฉพาะกลุ่ม เลือก Micro Influencer หรือ Nano Influencer เป็นหลัก แต่ถ้าต้องการสร้างการรับรู้ ก็อาจจะเลือกใช้ Macro Influencer หรือ Mega Influencer เป็นต้น

มีคอนเทนต์ที่ตรงกับสินค้าของแบรนด์

หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการดูว่าอินฟลูเอนเซอร์มีแนวทางการทำคอนเทนต์ (Content Style) ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือไม่ เพราะเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ผู้ติดตามไม่เชื่อถือ นอกจากนี้ยังต้องดูทักษะด้าน Marketing Communication ของอินฟลูเอนเซอร์ว่ามีความสามารถในการเล่าเรื่องและนำเสนอสินค้าให้เข้าใจง่ายและดึงดูดใจผู้บริโภคได้หรือไม่ร่วมด้วย

มีผู้ติดตามในจำนวนที่เหมาะสม 

จำนวนผู้ติดตาม (Followers) เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของอินฟลูเอนเซอร์ แต่ไม่ใช่ตัวแปรเดียวที่บอกถึงความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ที่เติบโตขึ้นมากในปัจจุบัน เราต้องวิเคราะห์เชิงลึกมากกว่าตัวเลขผู้ติดตาม โดยอาจจะตรวจสอบคุณภาพของผู้ติดตาม เช่น อัตรา Engagement (Like, Comment, Share) จำนวนผู้ติดตามจริงที่ไม่ใช่การปั๊มยอดแบบปลอม ๆ หรือดู Content Performance แบบเชิงลึก เป็นต้น

แพลตฟอร์มที่ต้องการทำการตลาด

การเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละแพลตฟอร์มมีจุดเด่นและกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน โดยควรเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่โดดเด่นบนแพลตฟอร์มนั้น ๆ เพื่อให้การสื่อสารตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เช่น TikTok จะเหมาะสำหรับสร้างกระแสไวรัลและเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ หรือ YouTube ที่เหมาะกับเนื้อหาที่ต้องการอธิบายเชิงลึก เช่น รีวิวสินค้าแบบละเอียด เป็นต้น

งบประมาณของแคมเปญ

งบประมาณเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำหนดทิศทางการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งควรจะวางจากเป้าหมายของแคมเปญที่จะเป็นตัวชี้ชัดว่า ควรใช้งบเท่าไหร่ และจัดสรรไปกับใคร เช่น เป็นแคมเปญที่ต้องการสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) ก็อาจจะใช้ Macro หรือ Mega Influencer 1-2 คน เพื่อเข้าถึงคนจำนวนมากในเวลาอันสั้น โดยกำหนดสัดส่วนงบประมาณ 60% ไปที่อินฟลูเอนเซอร์ และ 40% ไปที่ Boosted Ads เป็นต้น


สรุปอินฟลูเอนเซอร์คืออะไร แบรนด์ควรจ้างไหม?

อินฟลูเอนเซอร์ คือผู้ที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมาย ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ เพิ่มยอดขาย และสร้างความน่าเชื่อถือ หากเลือกอย่างเหมาะสมจะเป็นกำลังสำคัญของแคมเปญการตลาด ซึ่งการจะหาอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมได้นั้นไม่ใช่แค่การดูเพียงจำนวนผู้ติดตามเท่านั้น แต่ต้องใช้ข้อมูลเชิงลึก (Insight) เพื่อดู Engagement คุณภาพของผู้ติดตาม และความตรงกลุ่มกับแบรนด์ ซึ่งการใช้เครื่องมือ Influencer Directory จะช่วยให้แบรนด์ทำงานได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ด้วยฟีเจอร์เด่น เช่น

  • ค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ ตามกลุ่มผู้ติดตาม, ประเภทของคอนเทนต์ที่อินฟลูเอนเซอร์ทำ หรือแพลตฟอร์ม เช่น TikTok, Instagram, YouTube
  • มี Insight ครบถ้วน ทั้ง Engagement Rate, Reach, Audience Demographic หรือเจาะไปดูในด้านสไตล์การทำคอนเทนต์ก็ได้
  • ช่วยเปรียบเทียบและคัดกรองอินฟลูเอนเซอร์หลายคนพร้อมกัน ทำให้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

วางแผนแคมเปญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ใช่ และสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงด้วย Influencer Directory ได้เลยตั้งแต่ตอนนี้


คำถามที่พบบ่อย (Q&A)

จะวัดผลความสำเร็จของ Influencer Marketing อย่างไร?

สามารถวัดผลการใช้งานอินฟลูเอนเซอร์ได้จากตัวชี้วัดหลัก เช่น 

  • วิเคราะห์ประสิทธิภาพของ Influencer (Performance Analysis) เช่น จำนวนโพสต์ที่ทำ Engagement Rate, ความสม่ำเสมอของการโพสต์และช่วงเวลาที่ได้ผลดีที่สุด เป็นต้น  
  • เช็กความสอดคล้องของกลุ่มเป้าหมาย (Audience Insight) อย่างการเพศ, อายุ, ความสนใจ, พื้นที่ของผู้ติดตาม ตรวจสอบว่าตรงกับเป้าหมายของแบรนด์หรือไม่ 
  • วัดคุณภาพของคอนเทนต์ (Content Analysis) คอนเทนต์ประเภทใดที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด ใช้ Keyword หรือ Hashtag อะไรบ่อย และได้ผลแค่ไหน วิเคราะห์ Sentiment ของคอมเมนต์จากผู้ชม 

อินฟลูเอนเซอร์เหมาะกับธุรกิจแบบไหนบ้าง?

อินฟลูเอนเซอร์เหมาะกับธุรกิจหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ความงาม อาหาร เครื่องดื่ม ท่องเที่ยว ไปจนถึงสินค้าเทคโนโลยี เพียงเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็สามารถช่วยสร้างการรับรู้และเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ