ก่อนจะรู้จักกับ Big Data เราต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่า “Data” กับ “Big Data” แตกต่างกันอย่างไรก่อน Big Data มีที่มาจาก Data ธรรมดาทั่วไป แต่ถูกพัฒนาจนเรียกว่า “Big Data” หลังจากที่โลกเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเป็นดิจิทัล (Digitalization) ที่มีข้อมูลที่สามารถเก็บรวบรวมได้เกิดขึ้นตลอดเวลา จนเข้าสู่ภาวะ “ข้อมูลทะลักล้น”  ธุรกิจต่าง ๆ จึงหวังพึ่งพาเทคโนโลยีอย่าง Machine Learning (ML) และ Artificial Intelligence (AI) เข้ามาช่วยประมวลผลเพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์สูงสุดได้ 

ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักเรื่องราวโลกแห่ง “ข้อมูล” กันให้มากขึ้น มาดูกันว่า ถ้าธุรกิจของคุณต้องการบริหารจัดการ Big Data จะเริ่มต้นอย่างไรได้บ้าง มาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน 

Key Takeaways

  • การบริหารจัดการ Big Data สามารถใช้เครื่องมืออย่าง AI (Artificial Intelligence) และ ML (Machine Learning) เขามาช่วยประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลและเกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ ธุรกิจสามารถช่วยคิด ตัดสินใจ และลงมือใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่อัปเดตเข้ามาอยู่ตลอดได้ทันที
  • ประเภทของ Big Data ที่สำคัญมี 3 ประเภท ได้แก่ First Party Data คือ ข้อมูลที่ธุรกิจเก็บด้วยตัวเองมีคุณภาพสูงที่สุด น่าเชื่อถือ ผลวิเคราะห์แม่นยำ, Second Party Data คือ ข้อมูลที่มาจากแหล่งอื่น ซื้อขายได้, Third Party Data คือ ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเปิดหรือจากบุคคลที่สามรวบรวมจากเครื่องมือที่รวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ  
  • การทำ Big Data Analytics สามารถวิเคราะห์ข้อมูลออกมาเป็น Insights ที่นำไปใช้ตัดสินใจเชิงธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการทำความเข้าใจลูกค้า คาดการณ์เทรนด์ ปรับแผนการดำเนินงานของธุรกิจ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
  • ในยุคธุรกิจแบบดิจิทัล ควรเริ่มใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาปรับใช้กับการวิเคราะห์ Big Data เพิ่มพัฒนาแบรนด์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Table of Contents

Big Data คืออะไร? แตกต่างจาก Data ปกติอย่างไร?

Big Data หมายถึง “ข้อมูลมหัต” แปลให้เข้าใจง่ายขึ้น Big Data คือ ข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจมาจากหลากหลายแหล่งข้อมูลรวมกันแล้วนำมาประมวลผล หรือมีการเก็บและใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์  ดังนั้น Big Data จึงต่างจาก Data ปกติ ตรงที่มีขนาดใหญ่ หลากหลาย และไหลเร็วเกินเครื่องมือทั่วไปจะจัดการได้ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะในการเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้ 

ในขณะที่ Data สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีบนโลกดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต และเมื่อมี Data จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะกลายเป็น Big Data ที่นำมาใช้ประโยชน์เพื่อหารูปแบบข้อมูลที่เกิดขึ้น ใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้คน หรือการคาดการณ์แนวโน้ม ไปจนถึงเทรนด์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ สรุปความแตกต่างของ Big Data และ Data คือ Big Data มีความผันผวนสูง อัปเดตแบบเรียลไทม์ และรองรับการวิเคราะห์ทันที (Real-time Analytics) ขณะที่ Data ปกติมักคงที่และใช้วิเคราะห์ย้อนหลังทำให้ Big Data มีความยืดหยุ่นและใช้ประโยชน์เชิงกลยุทธ์ได้มากกว่า

Big Data มีอะไรบ้าง ดูประเภทของ Data ที่จำเป็นกับธุรกิจ

ในปัจจุบัน ธุรกิจสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลในการทำความเข้าใจผูบริโภคได้มากมาย ซึ่งสามารถแยกแหล่งของข้อมูลเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

  • First Party Data หมายถึง ข้อมูลที่ธุรกิจเก็บด้วยตัวเอง เช่น รายงานข้อมูลการขาย ข้อมูลของลูกค้าผ่านระบบสมาชิกหรือ CRM (Customer Relationship Management System) ข้อมูลจากคุกกี้ (Cookies) บนเว็บไซต์ หรือข้อมูลที่ได้จากแชท ฯลฯ รวมไปถึง ข้อมูลการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียช่องทางต่าง ๆ  เป็นข้อมูลคุณภาพสูงที่สามารถใช้ทำความเข้าใจลูกค้าได้อย่างดี 
  • Second Party Data หมายถึง ข้อมูลที่มาจากแหล่งอื่น ซึ่งได้จากการที่ตกลงแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายจากแหล่งข้อมูลอื่น (หรือ First Party Data ของคนอื่น) ส่วนมากธุรกิจจะต้องการข้อมูลชนิดนี้ เมื่อข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับโจทย์ที่ต้องการตอบ เช่น ธุรกิจเครื่องสำอางต้องการทำความเข้าใจพฤติกรรมของคนที่ซื้อเครื่องสำอางผ่านเว็บอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) จึงติดต่อขอซื้อข้อมูลเพื่อหา Consumer Insight ในมุมกว้าง 
  • Third Party Data หมายถึง ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเปิดหรือจากบุคคลที่สาม ส่วนใหญ่แล้วเป็นแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือที่รวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาไว้ก่อนแล้ว เช่น Facebook หรือ Google ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่าง Third Party Data ที่รวมข้อมูลด้านพฤติกรรมและความสนใจของผู้บริโภคส่วนใหญ่เอาไว้ โจทย์ของการใช้ข้อมูลชุดนี้ คือ การกรองและจัดการเพื่อนำมาใช้ เพราะข้อมูลจะมีปริมาณมหาศาลและอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้งาน

ประโยชน์ของ Big Data กับการทำธุรกิจในปัจจุบัน

Big Data จำเป็นต่อการทำ Digital Transformation ที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลในการดำเนินธุรกิจ และนี่คือประโยชน์ที่ธุรกิจต้องใช้ Big Data กันมากขึ้น

Big Data เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ยกตัวอย่าง Big Data ในชีวิตประจำวัน เช่น การเสิร์ชข้อมูลบน Google ที่เกิดขึ้นมากถึง 6.3 ล้านครั้งต่อนาที หรือกว่า 8.4 หมื่นล้านครั้งต่อวัน การพยากรณ์อากาศที่อัปเดตข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ การใช้บริการสตรีมมิ่งต่าง ๆ เช่น YouTube, Netflix, Spotify ที่สตรีมคอนเทนต์พร้อมกันกว่าล้านผู้ใช้งาน หรือการใช้งาน GPS และ Mobile Map ที่อัปเดตข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ เป็นต้นซึ่งในปัจจุบัน Big Data จำเป็นต่อการทำ Digital Transformation ที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลในการดำเนินธุรกิจ และนี่คือประโยชน์ที่ธุรกิจต้องใช้ Big Data กันมากขึ้นในยุคนี้

1. ธุรกิจใช้ Big Data เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าและผู้บริโภค

เพื่อให้ธุรกิจทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าและผู้บริโภคมากที่สุด เราสามารถใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลไปต่อยอดเป็นโปรดักต์ใหม่ นำไปปรับปรุงบริการหรือสินค้า ออกแบบกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารที่ได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทประกันและธนาคารใช้ Big Data เพื่อวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ (Credit) ของลูกค้าแต่ละราย หารูปแบบพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละรายถึงแนวโน้มในการชำระหนี้หรือความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ลูกค้าอาจเผชิญ เพื่อที่บริษัทประกันจะบริหารความเสี่ยงและสินทรัพย์ได้

2. ธุรกิจใช้ Big Data เพื่อคาดการณ์เทรนด์หรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น 

ธุรกิจใช้ข้อมูลจำนวนมากเพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เทรนด์ ความนิยม หรือความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต เพื่อคว้าโอกาสที่กำลังมาถึงหรือธุรกิจสามารถเตรียมรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เทรนด์แบบเรียลไทม์, การวิเคราะห์อัตราการเติบโตของหุ้น, คาดคะเนความนิยมของสินค้า หรือการใช้ AI คือ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อวิเคราะห์หุ้นหรือราคาสินทรัพย์ เป็นต้น

3. ธุรกิจใช้ Big Data เพื่อปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

เราสามารถ Big Data นำมาใช้เพื่อวิเคราะห์กระบวนการทำงานเพื่อประสิทธิผลของการทำงาน และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ธุรกิจได้อีกด้วย 

ยกตัวอย่าง บริษัทขนส่งพัสดุเจ้าใหญ่ของโลก UPS ใช้ Big Data เข้ามาติดตามข้อมูลการขนส่ง เช่น ความเร็วที่รถขนส่งใช้ การเบรก และเส้นทางที่ใช้ เมื่อนำมาประมวลผลร่วมกับระบบ GPS และปรับเปลี่ยนเส้นทางในการขนส่งใหม่ ทำให้ UPS สามารถลดระยะทางการขนส่งได้ถึง 85 ล้านไมล์ต่อวันและประหยัดน้ำมันได้ 8 ล้านแกลลอน ซึ่งเมื่อคำนวณโดยคร่าว ทุก ๆ 1 ไมล์ ที่รถทุกคันร่นระยะลงได้ จะช่วยบริษัทประหยัดงบประมาณได้ถึง 30 ล้านดอลลาร์

4. ธุรกิจใช้ Big Data เพื่อมอบประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น

Big Data สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีได้ โดยในปัจจุบันเราจะเห็นตัวอย่างการนำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานบนโลกดิจิทัลมากขึ้น เพราะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลต่าง ๆ และใช้ประโยชน์ได้ทันที ยกตัวอย่างเช่น 

  • ระบบ Customer Support ที่ช่วยสร้างหมายหรือ Ticket ให้กับพนักงาน มีการคัดกรองลูกค้า และจัดประเภทให้อัตโนมัติ รวมถึงมี Chatbot ที่คอยให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น
  • ระบบ Recommend Engine หรืออัลกอริทึมคัดสรรเพลง หนัง หรือคอนเทนต์ของ Netflix, Spotify, YouTube หรือโซเชียลมีเดีย
  • การทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) ข้อมูลที่นำเสนอหรือสารที่ใช้พูดคุยถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายชื่อและระดับการตัดสินใจ 

ตัวอย่างการใช้ Big Data ในธุรกิจต่าง ๆ

เพื่อให้เห็นภาพของการใช้ Big Data มากขึ้น ลองมาดูตัวอย่างจากธุรกิจระดับโลก ที่ใช้ประโยชน์จาก Big Data ในแง่มุมที่แตกต่างกันสำหรับเป็นไอเดียการใช้งาน

Google

Google ถือเป็นตัวอย่างการใช้ Big Data ที่โดดเด่นและใกล้ตัวเรามากที่สุด เพราะในแต่ละวันอย่างน้อยต้องมีสักครั้งที่เราต้องพึ่งพาเครื่องมือของเขา ไม่ว่าจะเป็นการเสิร์ชหาข้อมูล การดูแผนที่ Google Map การดู YouTube รวมถึงข้อมูลพฤติกรรมการค้นหา ประวัติการค้นหา ประวัติการท่องเว็บ ความชื่นชอบและความสนใจที่อัลกอริทึ่มของ Google เรียนรู้พฤติกรรมของเรา และนำมาใช้ประโยชน์อย่างเรียลไทม์ (Real-time Data)

McDonald’s

McDonald’s ใช้ Big Data เข้ามาสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิมให้กับลูกค้า
ที่มารูปภาพ koreabizwire.com

McDonald’s ใช้ Big Data เข้ามาสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิมให้กับลูกค้า ผสมผสานการทำงานระหว่าง Big Data และ AI Marketing ที่ใช้ประโยชน์จาก Big Data ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ใช้ข้อมูลที่ได้จากการเก็บข้อมูลสภาพอากาศ (Weather), การจราจร (Traffic), และช่วงเวลา (Time of a day) เพื่อนำเสนอเมนูแบบ Personalized ตามปัจจัยต่าง ๆ หรือนำฐานข้อมูลทั้งหมด ทั้งพฤติกรรมการสั่งเมนูของลูกค้า ข้อมูลการขาย เพื่อออกแบบเมนูใหม่ ๆ เป็นต้น

Pepsi

ใช้ Big Data และข้อมูลจากร้านค้ารายย่อยจำนวนมหาศาลเพื่อทำความเข้าใจห่วงโซ่อุปทานในการจำหน่ายสินค้าของบริษัท Pepsi
ที่มารูปภาพ forbes.com

Pepsi จำเป็นต้องใช้ Big Data และข้อมูลจากร้านค้ารายย่อยจำนวนมหาศาลเพื่อทำความเข้าใจห่วงโซ่อุปทานในการจำหน่ายสินค้าของบริษัท Pepsi ใช้ข้อมูลจากเครื่องคิดเงินระบบ POS และระบบคลังสินค้า (Warehouse & Inventory) ของร้านตัวแทนจำหน่ายเพื่อวางแผนการผลิตที่พอเหมาะพอดีกับความต้องการ 

ตัวอย่างการทำ Big Data Analytics และการนำไปใช้งาน

Big Data Analytics คือ กระบวนการ รวบรวม ประมวลผล และวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความเร็วสูงและมาจากหลายแหล่ง เพื่อค้นหารูปแบบ ความสัมพันธ์ แนวโน้ม (patterns, correlations, trends) และสรุปเป็น Insights ที่นำไปใช้ตัดสินใจเชิงธุรกิจได้ โดยสามารถวิเคราะห์ Big Data ง่าย ๆ ใน 5 ขั้นตอน ดังนี้

1. กำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์การจัดการ Big Data

พิจารณาว่าขณะนี้ธุรกิจต้องการอะไร เช่น ต้องการเพิ่มยอดขาย ลดค่าใช้จ่าย เข้าใจลูกค้า หากลุ่มเป้าหมายใหม่ ฯลฯ จากนั้นจึงตั้งคำถามที่ต้องการตอบ กำหนดว่าต้องการใช้ข้อมูลอะไรบ้างและใช้เพื่ออะไร

2. กำหนดแหล่งที่มาข้อมูล (Data Sources)

ธุรกิจต้องการข้อมูลจากแหล่งข้อมูลใดบ้าง เช่น ข้อมูลยอดขาย ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าบนเว็บไซต์ ต้องดึงข้อมูลจากแหล่งไหน เช่น ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเปิดต่าง ๆ ข้อมูลจากร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ข้อมูลจากภาครัฐ ข้อมูลการประสิทธิภาพจากสายผลิต ฯลฯ เป็นต้น

3. นึกถึง Use Case ในการใช้งานข้อมูล

จากข้อมูลที่มีทั้งหมด ธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง และจะใช้อย่างไร พยายามนึกถึงกรณีใช้งานจริง (Use Case) โดยที่กรณีที่ใช้งาน ควรต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและแหล่งที่มาข้อมูลที่กำหนดไว้ก่อนแล้ว

4. เลือกเทคโนโลยีจัดการ Big Data

เลือก Big Data Analytics Tool หรือเครื่องมือจัดการ Big Data ให้เหมาะสม ควรมีเครื่องมือที่ช่วยทั้งติดตามและเก็บข้อมูล ดึงข้อมูล ประมวลผลและวิเคราะห์ รวมไปถึงการนำเสนอรายงานที่เข้าใจง่ายหรือจัดทำ Data Visualization ให้พร้อมสำหรับการใช้ประโยชน์

5. ดำเนินการและตัดสินใจด้วย Big Data

การที่ธุรกิจวางแผนการใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบและเข้าใจ Use Case ในการใช้ข้อมูลเป็นอย่างดี จะนำไปสู่การวิเคราะห์และการตัดสินใจเพื่อทำการตลาดที่หนักแน่นจากข้อมูล (Data-Driven Marketing) มากกว่าการใช้เพียงสัญชาตญาณเท่านั้น ธุรกิจก็จะมีความได้เปรียบในการทำธุรกิจมากขึ้น รู้จักลูกค้า และสามารถใช้ข้อมูลมาทำการตลาดทั้งการทำ Personlized Marketing, Marketing Automation, Contextual Marketing และประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย 

การวิเคราะห์ Big Data ร่วมกับ AI ธุรกิจจำเป็นต้องออกแบบการใช้งาน Insight ที่ได้ให้เหมาะสมลักษณะของธุรกิจ

ตัวอย่างการนำ Insights จากกระบวนการ Big Data Analytic ไปใช้งาน

หลังจากผ่านการวิเคราะห์ Big Data แล้ว ธุรกิจจำเป็นต้องออกแบบการใช้งาน Insight ที่ได้ให้เหมาะสมลักษณะของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมของแบรนด์ และหากมีการใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี AI จะสามารถเพิ่มศักยภาพการวิเคราะห์ได้ดียิ่งขึ้น เช่น

  • ค้าปลีก (Retail & E-commerce) วิเคราะห์พฤติกรรมการค้นหาและซื้อของลูกค้า เพื่อแนะนำสินค้าแบบ Personalized ใช้ปรับราคาแบบเรียลไทม์ตาม Demand หรือวิเคราะห์ยอดขายและเทรนด์บนโซเชียล เพื่อวางแผนสต็อกและโลจิสติกส์ล่วงหน้า
  • การเงิน–ธนาคาร (Finance & Banking) ใช้ Big Data ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ เช่น การรูดบัตรในต่างประเทศซ้ำ ๆ หรือการโอนเงินผิดปกติ
  • การตลาดและโฆษณา (Marketing & Advertising) ใช้ Big Data ผ่านเครื่องมือ Social Listening เก็บข้อมูลผู้บริโภคจาก Facebook, X (Twitter), Pantip ก่อนวิเคราะห์ความรู้สึก (Sentiment Analysis) เพื่อวางกลยุทธ์การสื่อสาร หรือแม้กระทั่งสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านโลกออนไลน์ก่อนสร้าง Consumer Segmentation พัฒนายอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สุขภาพ (Healthcare) วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์โรคเบื้องต้น หาวิธีป้องกันแบบทันถ่วงที

เริ่มต้นใช้ Big Data กับธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

จะเห็นว่า Big Data เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในหลายมิติ สามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติ ไปจนถึงการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างครอบคลุม

อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะของ Big Data ที่มีทั้งปริมาณมหาศาลและความผันผวนสูง การนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้จริงจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทีมผู้เชี่ยวชาญในการเริ่มต้นใช้งาน อย่าง Wisesight Research เองก็เป็นทีมวิจัยด้านข้อมูลที่สามารถช่วยให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลแบบมืออาชีพให้กับธุรกิจได้ เหมาะสำหรับบริษัทที่ต้องการเริ่มต้นใช้ประโยชน์จากข้อมูล เช่น เอเจนซี แบรนด์สินค้า องค์กรภาครัฐ ฯลฯ ได้ทันที

สนใจติดต่อเพื่อรับคำแนะนำได้ฟรีกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

Wisesight Research ทีมวิจัยด้านข้อมูลที่สามารถช่วยให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลแบบมืออาชีพให้กับธุรกิจ

คำถามที่พบบ่อย Q&A

AI Big Data คืออะไร?

AI Big Data คือ การทำงานร่วมกันของเทคโนโล1ยี AI และ Big Data เพื่อให้ผู้ใช้งานนำข้อมูลผลลัพธ์ที่ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึก (Big Data Analytics) มาใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็วที่สุด ต่อยอดสู่การเข้าใจลูกค้าเชิงลึก คาดการณ์อนาคต ตลอดจนตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้น

Big Data ทำงานร่วมกับ AI อย่างไร?

Big Data คือ ข้อมูลจำนวนมหาศาล หลากหลาย และเกิดขึ้นต่อเนื่อง ที่เข้ากระบวนการผ่านอัลกอริทึมของ AI เพื่อให้ AI ทำความเข้าใจ และเรียนรู้จากข้อมูลก่อนจะทำการสรุปหรือคาดการณ์ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

AI กับการจัดการ Big Data อย่างไร?

AI ช่วยประมวลผล Big Data อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมทำความสะอาดและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกห้อัตโนมัติ ช่วยคาดการณ์แนวโน้มธุรกิจ ค้นหารูปแบบซับซ้อน และตัดสินใจได้ดีขึ้น นอกจากนี้ AI Agents ยังสามารถจัดการ Workflow จากข้อมูลจำนวนมากแบบ end-to-end ได้เองอีกด้วย

ข้อดีของการใช้งาน Big Data ร่วมกับเครื่องมือ AI เพื่อการทำ Big Data Analytics คืออะไร?

การใช้ AI กับ Big Data ทำให้ธุรกิจเข้าใจปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตไม่ว่าจะมุมมองของการดำเนินงานของทีมงาน หรือพฤติรรมของผู้บริโภค เพื่อทำนายอนาคต ก่อนนำไปประกอบการตัดสินใจอย่างแม่นยำ เป็นกระบวนการทำงานที่ความเร็ว ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขัน