Brand Communication คือ การสื่อสารของแบรนด์ที่จะทำให้ผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายรับรู้การมีอยู่และคุณค่าของแบรนด์ได้ ซึ่งในปัจจุบันนับว่ามีความสำคัญมากสำหรับการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งด้วยเทรนด์การใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ในการสื่อสารทำให้ผู้บริโภคสามารถแสดงความคิดเห็น เปรียบเทียบ และแชร์ประสบการณ์ที่มีกับแบรนด์ได้ตลอดเวลา ทำให้สามารถเกิดกระแสลบหรือวิกฤตได้เร็วกว่ารายงานการตลาดแบบเดิม ดังนั้นการสื่อสารแบรนด์ที่ละเอียดอ่อนนี้จึงต้องมีกลยุทธ์และการวางแผนที่ดีเพื่อให้รากฐานของแบรนด์แข็งแกร่ง 


Key Takeaways

  • Brand Communication คือการสื่อสารตัวตนของแบรนด์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ Branding หรือการสร้างตัวตน ยิ่งสื่อสารได้ชัดเจนมากเท่าไหร่ยิ่งส่งผลให้การทำ Marketing และ PR มีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้นตามไปด้วย
  • หากแบรนด์สามารถวางแผนการสื่อสารให้ชัดได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคจดจำและเชื่อถือแบรนด์ได้ชัดมากเท่านั้น และเมื่อเกิดวิกฤตดราม่า การสื่อสารที่ชัดเจนจะกลายเป็นเกราะป้องกันให้รับมือกับดราม่าได้ดีมากขึ้น
  • แบรนด์สามารถใช้กลยุทธ์ทางการตลาดในการสื่อสารได้หลายแบบ เช่น การสร้างคอนเทนต์บนเว็บไซต์หลักและช่องทางโซเชียลมีเดีย การใช้อินฟลูเอนเซอร์ การทำ PR รวมถึงการทำการตลาดเฉพาะบุคคล เป็นต้น
  • แบรนด์สามารถวัดผลการทำ Brand Communication ได้โดยใช้ Social Listening Tool วัดผลโดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียซึ่งสามารถวัดด้วย Metrics อย่าง Share of Voice, Sentiment, Engagement, Top Posts, Top Hashtags, Top Users และ Negative Mentions 

Table of Contents

Brand Communication คืออะไร?

Brand Communication คือ ระบบการสื่อสารของแบรนด์ทั้งหมดที่ใช้เพื่อส่งสารไปยังผู้บริโภคว่าแบรนด์ของเราคือใคร มีคุณค่าอย่างไร มีความเชื่อในเรื่องใดแล้วมีเพื่อช่วยทำให้ชีวิตของผู้บริโภคดีขึ้นได้อย่างไร ซึ่งหากเทียบเป็นตัวบุคคลแล้ว Brand Communication ก็คือวิธีการพูด มารยาท การแต่งตัวและพฤติกรรมที่แสดงออกไปให้คนอื่นรับรู้ตัวตนของเรานั่นเอง 

ตัวอย่างเช่น แบรนด์อาหารเสริมต้องสื่อสารผ่านแคมเปญ “เพราะสุขภาพดี ไม่ต้องรอให้ป่วย” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยทำงาน 25-35 ปี จึงต้องสื่อสารด้วย Tone ที่จริงใจ เข้าใจแต่ยังคงแฝงอารมณ์ขันเล็กน้อยเหมือนเพื่อนบอกเพื่อนและสื่อสารผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่ายอย่าง TikTok ด้วยคลิปจำลองไลฟ์สไตล์เพื่อให้ภาพลักษณ์ที่ออกมาดูเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เป็นต้น 

 Brand Communication คือ
ที่มาภาพ:
https://www.prezent.ai/blog/brand-communication

ทำไม Brand Communication ถึงสำคัญต่อธุรกิจ?

การสร้างการสื่อสารแบรนด์ให้แข็งแกร่งสามารถสร้างประโยชน์ให้กับแบรนด์ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะประโยชน์ 4 ข้อ ต่อไปนี้

ช่วยสร้างการจดจำแบรนด์

การสร้าง Brand Communication จะทำให้ผู้บริโภคเริ่มสร้างภาพจำให้กับแบรนด์ และทำให้พวกเขาจดจำแบรนด์เอาไว้ เหมือนกับการจดจำบุคคลที่เมื่อรู้สึกถูกชะตา การเข้าหาพูดคุยก็ไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อสามารถเข้าถึงได้แล้วการถูกเลือกหรือได้เป็นหนึ่งในตัวเลือกย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

ช่วยสร้างความเชื่อมั่น

การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างขึ้นได้ในวันเดียว แต่มันเกิดจากการสื่อสารและส่งมอบคุณค่าเดิมซ้ำ ๆ ตอกย้ำกับจุดยืนที่แบรนด์มีอย่างสม่ำเสมอจนผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นว่าแบรนด์สามารถอยู่เคียงข้างในเรื่องนี้ได้และส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจทดลองเป็นลูกค้าก่อนจะกลายเป็นลูกค้าประจำที่มี loyalty ที่พร้อมจะเชื่อใจ สนับสนุนและปกป้องแบรนด์เมื่อเกิดวิกฤตต่อไปได้

ช่วยลดความเสี่ยงจากการสื่อสารผิดจังหวะ

การสร้าง Brand Communication ที่ชัดเจนจะเป็นเหมือนการมีคู่มือการสื่อสารที่ทำให้แบรนด์รู้ว่า ควรสื่อสารด้วยโทนเสียงแบบไหน และในจังหวะเวลาใดโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องเกาะกระแสทำ Real-time Marketing ก็สามารถสื่อสารได้โดยดูไม่ฝืน ขณะเดียวกันเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นกับแบรนด์ เช่น เกิดดราม่าหรือมีการร้องเรียน แบรนด์ก็จะมีการสื่อสารแบรนด์เป็นคู่มือให้สามารถสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาได้รวดเร็วตรงจุดก่อนที่ปัญหานั้นจะลุกลามบานปลาย

ช่วยให้ทีม Marketing, PR, Content และ Customer Service ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อมี Brand Communication เป็นคู่มือในการสื่อสารแล้ว ทุกทีมที่ต้องสื่อสารกับผู้บริโภคก็จะมีภาษาเดียวกัน รูปแบบข้อมูลเดียวกันในการสื่อสารทำให้ทิศทางของการทำงานสอดประสาน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างทีมการตลาดก็จะรู้ว่าต้องคิดแคมเปญด้วยภาษาแบบไหน ทีม PR รู้ว่าควรบอกสื่อหรือกระจายข้อมูลด้วยทิศทางใด และทีม Customer Service ย่อมรู้บุคลิกและระดับภาษาที่ใช้ในการตอบคำถามกับผู้บริโภคอย่างชัดเจนนั่นเอง

ที่มาภาพ:
https://www.linkedin.com/pulse/5-essential-skills-brand-manager-tonia-nagle/

Brand Communication ต่างจาก Branding, Brand Voice และ Marketing Communication อย่างไร?

ที่มาภาพ: https://www.trifactorcreative.com/blog/branding-versus-marketing-and-how-they-work-together

ความแตกต่างระหว่าง Brand Communication กับ Branding, Brand Voice และ Marketing Communication นั้นเรียกว่าไม่เหมือนกันเลย หากกล่าวให้เห็นภาพคือ Branding เป็นเซ็ตใหญ่ที่มี Brand Communication, Brand Voice และ Marketing Communication อยู่ในนั้น อธิบายได้ว่า

  • Branding คือ ตัวตนที่แบรนด์เป็นอยู่
  • Brand Communication คือ การแสดงออก บุคลิก ความสนใจในเรื่องราวที่เลือกมาคุย
  • Brand Voice คือ การใช้น้ำเสียง โทนเสียงและวิธีการเล่าเรื่อง
  • Marketing Communication คือ การโฆษณาหรือการขายที่เลือกใช้จะใช้วิธีแบบไหนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการตลาด

เทรนด์อะไรที่แบรนด์ต้องจับตามองเพื่อปรับแนวทางการสื่อสารแบรนด์ 

แม้ว่าการทำ Brand Communication ให้ชัดเจนจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่แบรนด์ก็ยังควรปรับแนวทางการสื่อสารให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอเพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกเวลา โดยเทรนด์ที่กำลังจากเข้ามานี้มี 5 เทรนด์ที่น่าจับตามอง ดังนี้

 เทรนด์ Brand Communication 2026
ที่มาภาพ: https://www.designerpeople.com/blog/branding-trends-2026/

AI จะเข้ามาช่วยสรุปอินไซต์และวิเคราะห์การสื่อสารเร็วขึ้น

สำหรับ Brand Communication แล้วการเข้ามาของ AI เรียกว่าช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้การทำงานรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังทำให้การทำงานมีความท้าทายเพิ่มขึ้นด้วย เพราะ AI สามารถเข้ามาช่วยสรุปอินไซต์ที่ควรรู้และยังวิเคราะห์การสื่อสารให้ทีมได้ข้อมูลที่แม่นยำทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาดูข้อมูลมหาศาลที่เกิดขึ้นบนโซเชียลทีละเรื่องอีก ทำให้การพัฒนาสินค้าและบริการตรงจุดมากขึ้นด้วย

Social Listening จะกลายเป็นเครื่องมือหลักในการฟังเสียงผู้บริโภค

การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับการทำการตลาดไม่ว่าจะยุคใดก็ตามนับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เรียกว่าขาดไม่ได้เลย และในยุคที่ผู้คนต่างก็แสดงความคิดเห็นมากมายลงบนโซเชียลมีเดียนี้ย่อมเป็นโอกาสที่ทำให้แบรนด์ได้รับรู้ความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ ดังนั้นเครื่องมือที่ช่วยให้การฟังเสียงบนโซเชียลมีเดียอย่างเครื่องมือ Social Listening จึงกลายเป็นเครื่องมือหลักที่ขาดไม่ได้

Real-time Monitoring จะสำคัญขึ้น เพราะวิกฤตแบรนด์เกิดได้เร็ว

ในหนึ่งวินาทีมีข้อมูลมหาศาลเกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ตและชั่วขณะหนึ่งวินาทีนั้นก็มีความคิดเห็นมากมายเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน สื่อที่เกิดขึ้นบางตัวอาจเกิดขึ้นแล้วหายไป แต่บางตัวอาจกลายเป็นกระแสที่ลุกลามบานปลายและสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คิด ดังนั้น จึงต้องมีการทำ Real-time Monitoring โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์กำลังทำแคมเปญที่เรียกความสนใจจากผู้บริโภค ยิ่งต้องทำ Marketing Campaign Monitoring เพื่อจับตาดูกระแสที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง หากเกิดจุดที่อาจเป็นวิกฤตขึ้นมาจะได้สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

Creator และ Influencer จะยังมีบทบาท แต่แบรนด์ต้องวัดผลละเอียดกว่าเดิม

การทำ Brand Communication ผ่าน Content Creator หรือ Influencer ยังคงเป็นวิธีการสื่อสารถึงความเชื่อและตัวตนได้ชัดและเร็วที่สุดแต่ขณะเดียวกันบริโภคก็เริ่มรู้ทันการสื่อสารด้วยวิธีนี้มากขึ้นด้วยทำให้การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ตามยอดผู้ติดตาม (Follower) อาจไม่เห็นผลมากอย่างที่คาดหวังอีกต่อไปแต่ต้องเลือกโดยเน้นการวัดผลที่ละเอียดมากขึ้นใ ห้เกิดการสื่อสารต่อผู้บริโภคอย่างจริงใจและเป็นธรรมชาติมากที่สุด

Brand Trust จะเป็นแกนหลักของการสื่อสาร

ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายสิ่งที่พวกเขาคาดหวังกับแบรนด์มากที่สุดย่อมเป็นความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสที่มาอย่างจริงใจ ไม่มีการสื่อสารโดยใช้ข้อมูลที่เกินจริงชวนเชื่อ เพราะยิ่งมี Brand Trust ที่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเท่ากับแบรนด์มีเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งมากเท่านั้น


กลยุทธ์อะไรบ้าง? ที่แบรนด์หยิบไปใช้เพื่อการสื่อสารแบรนด์ได้

กลยุทธ์การทำ Brand Communication
ที่มาภาพ: https://www.tanknewmedia.com/blog/build-an-effective-brand-strategy-communication-plan-for-success

กลยุทธ์การทำ Brand Communication นั้นมีอยู่หลายแบบให้แบรนด์เลือกนำไปใช้ให้เหมาะสม ดังนี้

Content Marketing: สร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย

การทำ Content Marketing เป็นหนึ่งในการสร้างการสื่อสารแบรนด์ที่เกือบทุกแบรนด์เลือกใช้ในการบอกเล่าว่าตัวตนของแบรนด์เป็นอย่างไร แต่แทนที่จะมุ่งบอกสิ่งที่เป็นความต้องการจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว เราสามารถใช้ Social Listening เข้าไปเก็บข้อมูลหรือข้อมูลว่า Pain Point รวมถึงข้อสงสัยที่ผู้บริโภคต้องการคืออะไร จากนั้นก็นำเอาปัญหาเหล่านี้มาทำเป็นคอนเทนต์เสนอไปให้แบรนด์เปลี่ยนจากการยัดเยียดโฆษณา เป็นการมอบคุณค่าให้กับผู้บริโภคแทน

Social Media Marketing: ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการรับรู้และความสัมพันธ์กับลูกค้า

เรียกได้ว่าทุกแบรนด์จะต้องทำ Social Media Marketing เพื่อให้คนได้ทำความรู้จักคุ้นหูคุ้นตากันบ้าง ทั้งยังเป็นการแสดง Brand Communication ที่เห็นได้ชัดวิธีหนึ่ง เพราะในแต่ละช่องทางโซเชียลมีเดียก็จะมีกลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างกัน มีการใช้ภาษาหรือวัฒนธรรมที่ต่างกันออกไป ทำให้ตัวตนของแบรนด์ชัดเจนขึ้น ดังนั้นแทนที่จะปูพรมทำทุกช่องทาง 

เราสามารถใช้เครื่องมือ Social Listening เก็บข้อมูลแล้วดูว่าผู้บริโภคของเราอยู่ที่ไหน กำลังพูดถึงเรื่องอะไรด้วยภาษาแบบไหน แล้วปรับ Brand Voice ให้เข้ากับแพลตฟอร์มนั้น ๆ ได้

Influencer Marketing: ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์เพื่อขยายสารของแบรนด์ 

การสื่อสารแบรนด์ด้วยการใช้ Influencer Marketing ยังเป็นวิธีที่ชัดเจนและเห็นผลดี เพียงแต่ในการเลือกอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาเป็นตัวแทนผู้บริโภคของแบรนด์นั้น ต้องเลือกด้วยความจริงใจ มองหาคนที่มีความน่าเชื่อถือ ใช้สินค้าหรือบริการจริง ซึ่งบางทีอาจเป็นครีเอเตอร์ระดับ Micro หรือ Nano ที่ทำคอนเทนต์น่าสนใจผ่านมุมมองของตัวเองและสามารถทำให้คนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

หากใครสนใจกลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เทรนด์อินฟลูเอนเซอร์ไทย 2026 กลยุทธ์สำหรับนักการตลาด

Public Relations: สร้างความสัมพันธ์กับสื่อและสาธารณชน

Public Relations หรือที่เราคุ้นเคยกันว่า PR เป็นการสื่อสารแบรนด์ผ่านสื่ออื่น ๆ เช่น สำนักข่าวหรืออินฟลูเอนเซอร์ เป็นการทำให้ผู้บริโภคได้รู้จักแบรนด์ในช่องทางอื่น ๆ นอกเหนือจากเพจของเราเองซึ่งเป็นเหมือนการเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมและสร้างความน่าสนใจให้ตัวเองตามจังหวะของกระแสสังคมที่เกิดขึ้น 

ดังนั้นในการทำ PR จึงต้องมี Social Data จากการ Monitor ดูว่ามี Trend อะไรที่ผู้คนให้ความสนใจบ้างแล้วจัดทำคอนเทนต์ที่บอกถึงจุดยืนของแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับกระแสให้เพจต่าง ๆ ช่วยให้แบรนด์ได้พื้นที่สื่อได้ส่งผลให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ทันโลกทันกระแสได้ด้วย

Marketing Automation: สื่อสารกับลูกค้าแบบตรงกลุ่มและวัดผลได้

ข้อมูลมากมายที่ถูกเผยแพร่ออกไปนั้นอาจไม่ใช่ข้อมูลที่ทุกคนต้องการจะรู้และยังมีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคตัวจริงของแบรนด์อาจไม่ได้รับสารที่ตรงกับความต้องการ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ข้อมูลมากมายกระจายอยู่ทุกที่ 

การทำ Marketing Automation จึงกลายเป็นทางออกที่ทำให้แบรนด์สามารถสื่อสารแบรนด์ได้ตรงจุด เรียกว่าถูกที่ ถูกเวลา ถูกคนด้วยข้อมูล Social Data ที่จะวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคและแบ่งกลุ่มตามความสนใจหรือพฤติกรรมเหล่านั้น จากนั้นก็ส่งเป็นอีเมล ข้อมูลหรือบรอดแคสต์ Line OA ให้ลูกค้าได้เกิดการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

Crisis Communication: เตรียมแผนสื่อสารเมื่อเกิดกระแสลบ

กระแสบนโซเชียลมีเดียนั้นวิ่งเร็วและลุกลามได้ในระดับนาที จึงต้องมีการรับมือกับกระแสด้านลบให้ไวที่สุดเพื่อหยุดยั้งดราม่าที่อาจสร้างผลกระทบรุนแรงต่อแบรนด์ อย่างการทำ Brand Crisis Management หรือการจัดการวิกฤตโดยออกแบบให้ Brand Communication ในช่วงเวลานั้นให้รับมือได้รวดเร็วออกแถลงการณ์ชี้แจ้งห รือสื่อสารอย่างตรงประเด็นทันทีที่มีการตรวจจับ Negative Sentiment และเกิดแจ้งเตือนขึ้นมาได้ก่อนที่ดราม่าจะกระจายเป็นวงกว้างจนกู้คืนได้ยาก


เทคนิควางแผน Brand Communication ด้วย Social Listening 

เทคนิควางแผน Brand Communication ด้วย Social Listening

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีคำถามว่า Social Listening Tool อย่าง Zocial Eye ใช้ยังไง ให้สามารถวางแผน Brand Communication เพื่อสร้างการสื่อสารที่ตรงจุด ตรงใจ ในจังหวะเวลาที่ใช่ได้อย่างแม่นยำ โดยเราจะแนะนำเทคนิค 6 ข้อที่จะทำให้การใช้ Social Listening มีประสิทธิภาพตามต้องการ 

ตั้ง Keyword เพื่อฟังเสียงผู้บริโภค

ในการสื่อสารแบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้จริง เราต้องเข้าใจและรับรู้ก่อนว่าผู้บริโภคที่สนใจในตลาดของเรากำลังสนใจอะไร มี Pain Point อะไรที่ต้องตอบสนองบ้าง กระแสที่เกี่ยวข้องคืออะไร รวมถึงมีคนพูดถึงแบรนด์ของเราหรือแบรนด์คู่แข่งอย่างไรบ้าง ดังนั้นอย่างแรกจึงเป็นการใช้ Zocial Eye หรือ Social Listening Tool ติดตามความเคลื่อนไหวของ Keyword เพื่อให้สามารถตามทันกระแสและความเคลื่อนไหวได้เสมอ

วิเคราะห์ Sentiment เพื่อดูอารมณ์ของตลาด

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ Social Listening Tool ทำได้ก็คือการวิเคราะห์และเก็บข้อมูลของ Sentiment หรือข้อมูลอารมณ์ความรู้สึกว่าเป็นเชิงบวกหรือเชิงลบ ช่วยให้แบรนด์สามารถค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อนได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถใช้ความรู้สึกเหล่านี้ในการพัฒนาแนวทางของ Brand Communication ได้ด้วย

ดู Top Posts เพื่อหา Content Pattern ที่ได้ผล

จะทำให้ดีก็ต้องรู้ว่า “ดี” ที่ว่านี้เป็นอย่างไร โดยเราสามารถใช้ Social Listening ช่วยจัดอันดับ Top Post ในตลาดเดียวกันว่าโพสต์ไหนมี Engagement ดีที่สุดในเวลานั้นเพื่อให้เรานำมาวิเคราะห์หารูปแบบของคอนเทนต์ว่าเป็นอย่างไรและปรับแก้ต่อไปได้

ดู Top Hashtags เพื่อจับกระแสและภาษาของผู้บริโภค

การใช้แฮชแท็กเป็นเหมือนการมีวัฒนธรรมร่วมกับผู้คนบนโลกออนไลน์ในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นการติดตามดู Top Hashtags ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ก็เหมือนกับการเปิดประตูเข้าสังคมเพื่อบอกให้ผู้บริโภคว่ามีเราอยู่ และยังส่งผลให้ Brand Communication สามารถปรับ Brand Voice ให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย ดูเป็นมิตร ทันโลก และเข้าถึงง่ายด้วย

ดู Top Users เพื่อหา Influencer, Community และ Voice สำคัญ

การรู้ว่า Top Users เป็นใครจะช่วยให้แบรนด์ได้รู้ว่ามีทางเลือกในการเลือกผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในตลาดเป็นอย่างไรบ้าง โดย Social Listening จะแยกให้เลยว่าอินฟลูเอนเซอร์มีใครบ้าง มีเพจอะไรบ้าง หรือแม้แต่บัญชีบุคคลธรรมดาที่มีอิทธิพลในตลาดเดียวกับแบรนด์เป็นใครบ้าง ช่วยให้การทำ Brand Communication ด้านอินฟลูเอนเซอร์แม่นยำมากขึ้น และยังช่วยให้ทีม PR สามารถส่งข่าวให้กับเพจได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากตามไปด้วย

ใช้ AI ช่วยสรุป Insight ให้ทีมตัดสินใจเร็วขึ้น

ในปัจจุบันที่ AI เข้ามามีส่วนช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ได้มาให้พร้อมใช้งาน Social Listening ก็ดึงเอาความสามารถนี้มาช่วยทุ่นแรงอย่างเต็มความสามารถเพราะด้วยปริมาณข้อมูลมหาศาลที่เกิดขึ้นในแต่ละวันนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้มนุษย์คอยเก็บข้อมูลให้ครบถ้วน ซึ่งการใช้ AI ช่วยลดเวลาการทำงานไปได้ไม่น้อยเพราะ AI สามารถสรุป Insight ให้พร้อมใช้งานได้ช่วยให้ทีมตัดสินใจได้เร็วขึ้น


เสริมด้วยการใช้ Message Center เพื่อมอนิเตอร์ Brand Communication แบบ Real-time 

เพื่อให้การสื่อสารเกิดขึ้นได้ในจังหวะที่ดีที่สุด สามารถใช้แอปพลิเคชันอย่าง Message Center เพื่อทำ Brand Monitoring ดู Brand Communication แบบเรียลไทม์ ให้เราได้รู้ทุกจังหวะความเคลื่อนไหวสำคัญ และยังสามารถตั้งค่าให้แจ้งเตือนได้ตามต้องการ โดยการแจ้งเตือนหรือ Alert ที่สำคัญพลาดไม่ได้จะมีอยู่ 4 ข้อด้วยกัน ดังนี้

  • ตั้งแจ้งเตือนสำหรับข้อความเชิงลบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นกระแสดราม่าที่ลุกลามและสร้างความเสียหายใหญ่ให้กับแบรนด์
  • ตั้งแจ้งเตือนสำหรับกระแสที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญ เพื่อมองดูโอกาสในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดที่อาจเพิ่มโอกาสสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า
  • ตั้งแจ้งเตือนสำหรับคู่แข่ง เพื่อดูว่าคู่แข่งมีความเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง
  • ตั้งแจ้งเตือนสำหรับโอกาสทางการตลาด เป็นการตั้งเตือนเพื่อมองหาจังหวะของกระแสที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์และมองหา Market Opportunity ต่อไป

Metrics ที่ควรวัดผล Brand Communication

Metrics วัดผล Brand Communication

ในการสื่อสารของแบรนด์ที่ดีย่อมมีการปรับแก้ไม่น้อย ดังนั้นจึงต้องมี Metrics สำคัญเพื่อให้รู้ว่าส่วนที่ควรแก้ไขนั้นคืออะไร โดย Metrics สำคัญของ Brand Communication จะมีดังนี้

Metricsใช้วัดผลว่า…
Share of Voice (SOV)มีการพูดถึงแบรนด์มากแค่ไหนเมือ่เทียบคู่แข่ง
Sentiment Analysisคนมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรกับแบรนด์
Engagementสารที่แบรนด์ส่งไปกระตุ้นการตอบสนองแค่ไหน
Top Postsคอนเทนต์หรือเนื้อหาแบบไหนที่ได้ผล
Hashtagsคนใช้ภาษาและกระแสอะไรพูดถึงแบรนด์
Top Usersใครคือคนขับเคลื่อนบทสนทนา
Negative Mentionsมีความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์แค่ไหน

Checklist ก่อนเริ่มทำ Brand Communication

ใครที่ต้องการเริ่มต้นทำ Brand Communication ลองมาดู 10 Checklist ที่ต้องตอบให้ได้กันทางนี้เลย

  • แบรนด์ต้องการให้คนจำเรื่องอะไร 

เป็นคำถามเพื่อตามหา Core Message ของแบรนด์หรือคุณค่าสูงสุดที่เราต้องการจะสร้างเป็นภาพจำให้กับผู้บริโภค เพื่อบอกให้ชัดว่าเราคือใครนั่นเอง

  • กลุ่มเป้าหมายกำลังพูดถึง Pain Point อะไร

เราสามารถใช้ Social Listening เข้ามาช่วยรับฟังปัญหาของผู้บริโภคและทำ Consumer Insight แล้วสร้างสารของแบรนด์ให้ตรงเข้าไปแก้ปัญหานั้นหรือบอกกับผู้บริโภคให้ชัดว่าเราสามารถแก้ปัญหานั้นให้ได้

  • คู่แข่งสื่อสารเรื่องอะไร และคนตอบสนองอย่างไร

เป็นการทำความรู้จักกับคู่แข่งหรือ Competitor Analysis เพื่อดูว่าคู่แข่งมีจุดเด่นอะไรนำเสนออย่างไร มีการใช้ Brand Voice แบบไหน คอนเทนต์แต่ละแบบมีการตอบสนองอย่างไร จากนั้นก็มองหาช่องว่างทางการตลาดเพื่อสร้างจุดต่างให้กับแบรนด์

  • ช่องทางไหนเหมาะกับสารประเภทไหน

แต่ละช่องทางในการนำเสนอคอนเทนต์นั้นมีการสร้างสารและนำเสนอที่ต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต่างกันออกไปด้วย

  • Content Pillar ครอบคลุมการสร้างการรับรู้, การพิจารณา และมีความน่าเชื่อถือหรือยัง

ในการสร้างเนื้อหาหรือคอนเทนต์ให้เกิดผลลัพธ์จะต้องมีการแบ่งหมวดหมู่เนื้อหาให้ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าในแต่ละ Marketing Funnel ไม่ว่าจะเป็น การสร้างการรับรู้ (Awareness), การพิจารณา (Consideration) และมีความน่าเชื่อถือ (Trust)

  • มี Keyword สำหรับ Monitor Brand, Campaign, Product และ Crisis หรือยัง

เป็นการเซ็ตคำ Keyword ในเครื่องมือ Social Listening ให้ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจเพื่อไม่ให้พลาดทุกการพูดถึงที่เกี่ยวกับแบรนด์

  • มี Alert สำหรับประเด็นเสี่ยงหรือยัง

เป็นการแจ้งเตือนโดยเปิดฟีเจอร์ Spike Alert หรือแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมี Negative Sentiment เกิดขึ้นเพื่อให้ทีมงานรับรู้ปัญหาได้ก่อนประเด็นนั้นจะลุกลามบานปลาย

  • มี Dashboard วัดผลหลังสื่อสารหรือยัง

เป็นการดูผลของการสื่อสารของแบรนด์ว่าหลังจากมีการสื่อสารแล้วผลตอบรับเป็นอย่างไร 

  • มีทีมรับผิดชอบเมื่อเกิดกระแสลบหรือยัง

เป็นการทำ Crisis Management เพื่อให้มีทีมสำหรับการรับมือกับวิกฤตพร้อมกำหนดบทบาทการทำงานของแต่ละคนเมื่อวิกฤตเกิดขึ้น

  • มีรอบรีวิว Insight เพื่อปรับกลยุทธ์หรือยัง

เป็นการกำหนดการประชุมเพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้ข้อมูล หรืออินไซต์ใหม่ ๆ มาคุยและปรับกลยุทธ์ร่วมกัน โดยอาจทำทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนเพื่อให้มีเนื้อหาที่สดใหม่และเหมาะสมกับกระแสที่ผู้บริโภคติดตามอยู่เสมอ


Brand Communication ต้องฟังให้เร็ว วิเคราะห์ให้ชัด และปรับให้ทัน

เมื่อแบรนด์มีสินค้าหรือบริการอยู่ในมือแล้ว การทำ Brand Communication ก็คือการบอกว่าเรามีอะไรอยู่ในมือ แต่การบอกว่าเราสื่อสารได้ดีอย่างไร ก็อาจไม่ได้ผลเท่าการบอกผู้บริโภคว่าสิ่งนี้จะแก้ไขปัญหาในชีวิตของพวกเขา หรือทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไรอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา 

ดังนั้น หากต้องการรู้ว่า Pain Point ของผู้บริโภคคืออะไร ก็ต้องใช้เครื่องมือ Social Listening อย่าง Zocial Eye ที่จะช่วยให้แบรนด์ฟังเสียงผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม วิเคราะห์ดู Sentiment ที่มีต่อแบรนด์ ทั้งยังสามารถดู Top Posts, Top Hashtags, Top Users ให้การสื่อสารตรงจุดมากขึ้น ที่สำคัญยังมีการใช้ AI สรุป Insight เพื่อวางแผนการสื่อสารได้อย่างรวดเร็วด้วย พร้อมกับแอปพลิเคชันอย่าง Message Center ช่วยให้ทีมมอนิเตอร์ประเด็นสำคัญและรับการแจ้งเตือน เมื่อมีข้อความหรือกระแสที่ควรรีบตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที ให้การสร้าง Brand Communication มีประสิทธิภาพมากขึ้น


FAQ คำถามที่พบบ่อย

Brand Communication ต่างจาก Branding อย่างไร?

> Brand Communication ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Branding เพราะ Branding คือ การสร้างตัวตนว่าแบรนด์คือใคร มีคุณค่า มีความเชื่ออะไร ขณะที่ Brand Communication คือวิธีการสื่อสารบอกตัวตนออกไปให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น ผูกพัน และมีทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์


ทำ Brand Communication ควรใช้ช่องทางอะไรบ้าง?

> การเลือกช่องทางในการทำ Brand Communication ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเพราะขึ้นอยู่กับว่า ผู้บริโภคของแบรนด์เป็นใคร เขาอยู่ที่ไหน และต้องทำ Media แบบใดจึงจะเข้าถึงพวกเขาได้มากที่สุด เช่น การมีช่องทางหลักเป็นเว็บไซต์ของแบรนด์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและรวบรวมคอนเทนต์ให้ผู้บริโภคที่สนใจไปพร้อมกับการทำ SEO ให้เว็บไซต์สามารถค้นหาผ่าน Google ได้ง่าย ร่วมกับการทำคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย เพื่อให้แบรนด์ได้รับการมองเห็นมากขึ้น เป็นต้น


Brand Communication ปี 2026 ควรเน้นอะไร?

> การใช้ Social Listening เป็นเครื่องมือในการฟังเสียงผู้บริโภคเพราะสิ่งสำคัญในการทำ Brand Communication คือการทำความเข้าใจกับความต้องการของผู้บริโภค ประเภทคอนเทนต์ที่พวกเขาสนใจ และใครที่ผู้บริโภครับฟัง ไม่เพียงเท่านี้ เรายังต้องคอยดูฟีดแบ็กที่ผู้บริโภคมีต่อคอนเทนต์ที่เรานำเสนอ แคมเปญที่แบรนด์ปล่อยออกไปว่ามีการตอบสนองเป็นอย่างไร พร้อมกับใช้ AI ในการสรุปอินไซต์และวิเคราะห์เพื่อให้แบรนด์สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ถูกจังหวะมากที่สุด