ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจเข้มข้นมากขึ้น การสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ (Seamless Experience) ให้กับลูกค้ากลายเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดและรักษาลูกค้าไว้กับแบรนด์ของคุณ 

จากรายงาน Top 5 Customer Experience Trends for 2025 ของ WNS ได้กล่าวว่า การสำรวจทั่วโลกในปี 2021 พบว่าแม้องค์กรต่าง ๆ จะเร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ แต่การปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า (CX) ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอันดับแรก ๆ สำหรับผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 50%

การสร้างโมเดล Customer Experience ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางและเป็นดิจิทัลจะมีความสำคัญต่อการสร้างความภักดีและการรักษาลูกค้าได้ไปจนถึงปี 2025 

ในปัจจุบัน โลกของเราเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย โดยเฉพาะข้อมูลของผู้บริโภค (Consumer Data) ที่หลากหลายจนสามารถทลายระยะห่างของแบรนด์และผู้บริโภคออกไปได้ เรียกได้ว่าเป็นยุค Data-Driven นอกจากนี้ IDC ยังคาดการณ์ว่าการสร้างข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 23% จากปี 2020 ถึง 2025 ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้

เรียกได้ว่า Customer Experience มีความสำคัญเป็นอย่างมากกับทุกธุรกิจ และการจะสร้างประสบการณ์ที่ดีได้นั้นต้องเป็น Seamless Customer Experience ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกน่าประทับใจและไม่ติดขัดนั่นเอง

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ Seamless Customer Experience และวิธีการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจของคุณ

ความแตกต่างระหว่าง Customer Experience, Omnichannel Experience และ Seamless Experience

1. Customer Experience

Customer Experience (CX) หมายถึง ประสบการณ์ทั้งหมดที่ลูกค้าได้รับจากการมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจของคุณ ตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อ ระหว่างการซื้อ และหลังการซื้อ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางใดก็ตาม เช่น เว็บไซต์ ร้านค้า แอปพลิเคชัน เป็นต้น

2. Omnichannel Experience

Omnichannel Experience หมายถึง การเชื่อมโยงทุกช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ของคุณเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชัน ฯลฯ หรือช่องทางออฟไลน์ เช่น ร้านค้า ฯลฯ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สอดคล้องกันและน่าประทับใจแบบไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะเลือกใช้ช่องทางใดก็ตาม โดยถือว่า Omnichannel Experience เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Customer Experience นั่นเอง

3. Seamless Customer Experience

Seamless Experience หมายถึง ประสบการณ์ของลูกค้าที่น่าประทับใจและไร้รอยต่อในทุกขั้นตอนการติดต่อและรับบริการจากธุรกิจ ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล การซื้อสินค้า การชำระเงิน ไปจนถึงการรับบริการหลังการขาย โดยไม่เกิดปัญหาหรือความสับสนใด ๆ หรือเรียกได้ว่าในทุก ๆ Touchpoint สามารถทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกสะดุดเลยนั่นเอง

สรุปความแตกต่าง

รูปแบบCustomer
Experience
Omnichannel ExperienceSeamless Customer Experience
เป้าหมายสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เพิ่มความภักดีต่อแบรนด์สร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกันทุกช่องทาง เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าลดความยุ่งยากในการทำธุรกรรม เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
จุดเด่นความรู้สึกและความประทับใจของลูกค้าการเชื่อมต่อช่องทางต่างๆความราบรื่นของประสบการณ์
ตัวอย่างแบรนด์สามารถตอบลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและตรงประเด็นทำให้ลูกค้าพึงพอใจเพราะแบรนด์สามารถแก้ไขปัญหาให้ได้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ แล้วไปรับสินค้าที่ร้าน หรือติดตามสถานะการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชันลูกค้าสามารถเริ่มต้นการซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ แล้วทำการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือได้ทันที

ความสำคัญของ Seamless Customer Experience ส่งผลกับแบรนด์อย่างไรบ้าง

  1. เพิ่มความภักดีของลูกค้า: ลูกค้าที่ได้รับประสบการณ์ที่ดีจะกลับมาใช้บริการซ้ำและแนะนำแบรนด์ให้กับผู้อื่น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่และเพิ่มรายได้ในระยะยาว
    • ผลสำรวจของ Zippia พบว่า บริษัทที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้า (CX) มีรายได้เพิ่มขึ้น 80%
    • ผลสำรวจจาก CX Index พบว่า แบรนด์ที่เป็น Customer-Centric มีกำไรสูงกว่า 60% ของบริษัทที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ CX
  2. สร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง: การให้บริการที่ไร้รอยต่อทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของลูกค้าและสร้างความแข็งแกร่งที่แท้จริงให้กับแบรนด์
    • ผลสำรวจของ Qualtrics XM Institute พบว่า ผู้บริโภคที่ให้คะแนนบริการของบริษัทว่า “ดี” มีแนวโน้มที่จะแนะนำบริษัทนั้นสูงขึ้น 38%
    • ผลสำรวจของ Qualtrics XM Institute พบว่า เกือบ 90% ของลูกค้ารายงานว่าพวกเขาไว้วางใจบริษัทที่ได้คะแนนด้านการบริการว่า “ดีมาก” ในทางกลับกัน มีเพียง 16% ของผู้ที่ให้คะแนน “ต่ำกว่ามาตรฐาน” เท่านั้นที่ไว้วางใจบริษัทในระดับเดียวกัน
  3. เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน: ธุรกิจที่มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น เนื่องจากลูกค้าจะเลือกใช้บริการของแบรนด์ที่ทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจมากกว่า
    • ผลสำรวจของ Khoros พบว่า 65% ของลูกค้าระบุว่าพวกเขาได้เปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น เนื่องจากประสบการณ์ที่ไม่ดี
    • ผลสำรวจของ Zendesk พบว่า หลังจากพบเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีมากกว่าหนึ่งครั้ง ประมาณ 80% ของผู้บริโภคกล่าวว่าพวกเขาจะเปลี่ยนไปยังแบรนด์คู่แข่งทันที (Zendesk)
  4. ลดปัญหาการละทิ้งการซื้อ: กระบวนการที่น่าประทับใจช่วยลดอัตราการละทิ้งตะกร้าสินค้า (Abandoned Cart) และเพิ่มยอดขาย
    • ผลสำรวจของ PwC พบว่า 73% ของลูกค้าในปัจจุบันกล่าวว่า CX เป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งที่พวกเขาพิจารณาเมื่อตัดสินใจซื้อสินค้าจากบริษัท
    • ผลสำรวจของ Glance พบว่า 78% ของลูกค้าได้ยกเลิกการซื้อสินค้าหรือละทิ้งการทำธุรกรรม เนื่องจากประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ดี
  5. ส่งเสริมความสัมพันธ์ระยะยาว: ประสบการณ์ที่ดีช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างลูกค้าและแบรนด์ ทำให้ลูกค้ากลายเป็นพันธมิตรในระยะยาวและพร้อมที่จะสนับสนุนแบรนด์ในอนาคต
    • ผลสำรวจของ Twilio พบว่า 60% ของผู้บริโภครายงานว่าพวกเขาจะกลับมาซื้อซ้ำหลังจากได้รับประสบการณ์การซื้อที่ตรงใจ
    • ผลสำรวจของ Khoros พบว่า 83% ของลูกค้าเห็นพ้องต้องกันว่า พวกเขารู้สึกภักดีต่อแบรนด์มากขึ้น เมื่อแบรนด์ตอบสนองและแก้ไขปัญหาของพวกเขา

การทำ Seamless Experience สามารถมอบประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค (Consumer Experience) อย่างไรได้บ้าง

  1. เพิ่มความสะดวกสบาย: การทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น จะช่วยลดความยุ่งยากในการทำธุรกรรม และทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจกับบริการ ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีอุปสรรค
    • ตัวอย่าง:
      • การชำระเงิน: ลูกค้าสามารถชำระเงินได้หลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิต, เดบิต, วอลเล็ตอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่การชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารโดยตรง
      • การคืนสินค้า: มีขั้นตอนการคืนสินค้าที่ง่ายและรวดเร็ว เช่น การคืนสินค้าออนไลน์ หรือการนำสินค้าไปคืนที่ร้านค้าโดยไม่ต้องรอคิวนาน
      • การติดต่อสอบถาม: มีช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย เช่น แชท, อีเมล, โทรศัพท์, หรือโซเชียลมีเดีย
  2. ลดความซับซ้อน: การเชื่อมโยงข้อมูลของลูกค้าเข้าด้วยกัน ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น และลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการกรอกข้อมูลซ้ำ
    • ตัวอย่าง:
      • การลงทะเบียน: ลูกค้าไม่จำเป็นต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวซ้ำซากในทุกครั้งที่ทำธุรกรรม ระบบจะจดจำข้อมูลและนำมาใช้งานโดยอัตโนมัติ
      • การติดตามสถานะการสั่งซื้อ: ลูกค้าสามารถติดตามสถานะการสั่งซื้อได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์
ลดความซับซ้อนในการให้บริการลูกค้า ตัวอย่างจาก Pomelo

ที่มา: Pomelo

ตัวอย่างการลดความซับซ้อนให้กับลูกค้าจากแบรนด์ดัง

  • Pomelo: แพลตฟอร์มของ Pomelo ใช้ระบบ Tap.Try.Buy ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเลือกดูสินค้าผ่านแอปฯ นัดหมายเข้ามาลองสินค้าที่หน้าร้าน จากนั้นตัดสินใจซื้อตามความต้องการ ระบบนี้ช่วยลดความยุ่งยากในการติดต่อ และเพิ่มอัตราการซื้อซ้ำของลูกค้า
  1. เพิ่มความพึงพอใจ: เมื่อลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี พวกเขาจะมีแนวโน้มที่จะแนะนำแบรนด์ให้กับผู้อื่น และกลับมาใช้บริการซ้ำอีกในอนาคต
    • ตัวอย่าง:
      • การแก้ไขปัญหา: เมื่อลูกค้ามีปัญหา ระบบจะช่วยให้ลูกค้าสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง หรือติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
      • การให้บริการหลังการขาย: มีบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม เช่น การรับประกันสินค้า การซ่อมแซม หรือการเปลี่ยนสินค้า
เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ตัวอย่างจาก Apple

ตัวอย่างการเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าจากแบรนด์ดัง

  • Apple: กระบวนการย้ายข้อมูลและติดตั้งแอปพลิเคชันที่ยุ่งยากอาจใช้เวลาทั้งวัน แต่ Apple ด้วยแนวทางที่เป็นนวัตกรรมใหม่ได้ลดขั้นตอนนี้ให้เหลือเพียง 5 นาที ด้วยกลยุทธ์ Omnichannel โดยการใช้ iCloud ผู้ใช้สามารถซิงค์ข้อมูลทั้งหมดได้อย่างน่าประทับใจข้ามอุปกรณ์และแพลตฟอร์มต่าง ๆ นอกจากนี้ Apple ยังมีบริการหลังการขายที่สามารถติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน Support ถ้าสินค้ามีปัญหาใด ๆ ก็สามารถพูดคุยกับพนักงานและทำการนัดหมายได้เลย
  1. สร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์: การให้บริการที่ต่อเนื่องช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ใส่ใจในรายละเอียดและความต้องการของพวกเขา
    • ตัวอย่าง:
      • การปรับแต่งประสบการณ์: แบรนด์สามารถปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้าให้เป็นส่วนตัวมากขึ้น เช่น การแนะนำสินค้าที่ตรงกับความสนใจของลูกค้า
      • การสื่อสารที่สม่ำเสมอ: แบรนด์สื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น อีเมล, SMS, หรือโซเชียลมีเดีย
สร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ ตัวอย่างจาก Spotify

ตัวอย่างการสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ให้กับลูกค้าจากแบรนด์ดัง

  • Spotify: แพลตฟอร์ม Spotify สามารถใช้งานได้หลายอุปกรณ์ (Multi-Device) ไม่ว่าจะเป็นมือถือ คอมพิวเตอร์ สมาร์ตทีวี เพลงที่คุณฟังจะถูกซิงค์ข้อมูลไว้ ทำให้ฟังต่อได้อย่างสะดวก และนำเสนอเพลงที่เหมาะกับผู้ฟังแต่ละคนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ Spotify ยังใช้กลยุทธ์โซเชียลมีเดียในการกระตุ้นให้ผู้ใช้แชร์เพลงและเพลย์ลิสต์ที่ชื่นชอบ ช่วยขยายฐานผู้ฟังได้กว้างมากขึ้น
  1. ลดปัญหาการละทิ้งการซื้อ: การลดขั้นตอนในการซื้อสินค้า จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสในการขาย
    • ตัวอย่าง:
      • การออกแบบเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย: เว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว จะช่วยลดอัตราการละทิ้งตะกร้าสินค้า
      • การเสนอโปรโมชั่นที่น่าสนใจ: การเสนอโปรโมชั่นที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า
  1. ส่งเสริมความสัมพันธ์ระยะยาว: การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า จะช่วยให้แบรนด์สามารถรักษาลูกค้าปัจจุบัน และดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ ได้มากขึ้น  
    • ตัวอย่าง:
      • โปรแกรมสะสมคะแนน: โปรแกรมสะสมคะแนนช่วยให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับแบรนด์
      • การจัดกิจกรรมสำหรับลูกค้า: การจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานอีเวนต์ หรือการให้ส่วนลดพิเศษ จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์
ส่งเสริมความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์และลูกค้า ตัวอย่างจาก Starbuck

ที่มา: CleverTap

  • Starbucks:  Starbucks Rewards ระบบสะสมแต้มของ Starbucks ลูกค้าต้องสั่งซื้อหรือชำระเงินโดยใช้แอปพลิเคชัน Starbucks จากนั้นพวกเขาสามารถแลกดาวเหล่านั้นเพื่อรับเครื่องดื่ม อาหาร และแม้แต่สินค้าฟรี นอกจากนี้ ยังทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า ตั้งแต่คำสั่งซื้อเครื่องดื่มที่ชื่นชอบไปจนถึงสินค้าโปรดตามฤดูกาล ช่วยให้แบรนด์สามารถเสนอรางวัลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าได้มากขึ้น

แนะนำการใช้เครื่องมือเทคโนโลยี เพื่อสร้าง Seamless Customer Experience 

ในยุคดิจิทัลที่ผู้บริโภคมีช่องทางในการติดต่อกับแบรนด์หลากหลายช่องทาง การสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่น่าประทับใจและสอดคล้องกัน (Seamless Customer Experience) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การใช้กลยุทธ์ Omnichannel Marketing จึงเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้า

Omnichannel Solution: สร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่า

Omnichannel Solution วิธีสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่าจาก Wisesight

Omnichannel Solution (OCS) จาก Wisesight ที่ครบวงจร ช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางเข้าด้วยกัน ทำให้ธุรกิจเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นได้

คุณสมบัติเด่นของ OCS:

  • รวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง: ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชัน หรือแม้แต่การโทรเข้าศูนย์บริการ
  • Personalized Marketing: มอบประสบการณ์ที่ตรงใจลูกค้าแต่ละราย
  • Data-Driven Marketing: ตัดสินใจทางการตลาดจากข้อมูลที่ได้จริง
  • AI และ Chatbot: ให้บริการลูกค้าได้ตลอดเวลา
  • CRM ที่ครบวงจร: ติดตามและจัดการข้อมูลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เครื่องมือวิเคราะห์: วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาด

Warroom: ศูนย์บัญชาการที่รวมทุกช่องทาง

Warroom: ศูนย์บัญชาการที่รวมทุกช่องทาง เครื่องมือทำ CRM จาก Wisesight
  • เชื่อมโยงทุกช่องทาง: Warroom ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางที่ลูกค้าเข้ามาติดต่อ ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือฟอรัมต่าง ๆ
  • ติดตามและตอบสนองอย่างรวดเร็ว: ทีมงานสามารถติดตามและตอบสนองต่อข้อความหรือคำถามของลูกค้าได้ทันที ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ช่องทางใด
  • สร้างความต่อเนื่องในการสื่อสาร: ข้อมูลที่ได้รับจากทุกช่องทางจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ทำให้พนักงานสามารถเข้าใจประวัติการติดต่อของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างละเอียด และสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น
  • สร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัว: ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน Warroom ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับแต่งการสื่อสารให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้มากขึ้น

FastHelp5: ศูนย์บริการลูกค้าแบบครบวงจร

FastHelp5: ศูนย์บริการลูกค้าแบบครบวงจร
  • รวมศูนย์การบริการ: FastHelp5 ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการกับทุกช่องทางการติดต่อของลูกค้าได้ในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ อีเมล หรือแชท
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: ด้วยระบบ Ticket Management ที่ช่วยจัดการเรื่องร้องเรียนและคำถามของลูกค้าได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ปัญหาของลูกค้าได้รับการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
  • ปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า: ด้วยการตอบคำถามของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ทำให้ลูกค้ารู้สึกพึงพอใจกับบริการที่ได้รับ
  • สร้างความน่าเชื่อถือ: การมีระบบที่สามารถบันทึกประวัติการติดต่อกับลูกค้าได้ ทำให้ธุรกิจสามารถสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้าได้

สรุป

Seamless Experience คือ สิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องมุ่งเน้น โดยสามารถนำกลยุทธ์ Omnichannel มาใช้เพื่อสร้าง Customer Experience ที่ตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าในยุคนี้ได้ เพราะลูกค้ามีพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่หลากหลายและต้องการประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกันอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อมากขึ้น ดังนั้น ธุรกิจจะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งถ้าธุรกิจให้ความสำคัญกับการทำ Omnichannel นั่นเอง