การทำการตลาดบนโลกออนไลน์เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการในรูปแบบใดต่างก็มีการทำการตลาดออนไลน์เสมอ กลายเป็นเรื่องท้าทายอย่างที่สุดที่นักการตลาดต้องแข่งขันกันให้ผลลัพธ์ออกมาคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด จึงทำให้เกิดเทคนิคการทำการตลาดที่เรียกกันว่า Performance Marketing ฟังชื่อแล้วหลายคนอาจจะพอเดาได้ว่าเทคนิคนี้น่าสนใจอย่างไร มาดูกันเลย
Performance Marketing คืออะไร
Performance Marketing คือ การวัดผลอย่างแม่นยำและจ่ายเงินลงทุนตามผลที่ได้รับจากการทำการตลาด โดยเฉพาะการทำการตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์ม ช่วยแก้ปัญหาในส่วนการทำการตลาดที่ลงทุนทำแล้วไม่เห็นผลก็จะไม่ต้องเสียเงินลงทุนทำไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับมา การทำ Performance Marketing จึงทำให้นักการตลาดสามารถรักษางบประมาณเอาไว้สำหรับการลงทุนที่ตรงจุดและเห็นผลได้มากขึ้น ดังนั้นสิ่งสำคัญของการทำ Performance Marketing ก็คือการวัดผลเมตริก (Metrics) ต่าง ๆ ที่ต้องแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อการปรับเปลี่ยนและประเมินผลงานการตลาดได้อย่างทันท่วงที
Performance Marketing VS Digital Marketing

ความแตกต่างของ Performance Marketing กับ Digital Marketing คือ Performance Marketing เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ส่วน Digital Marketing เป็นช่องทางการทำการตลาด จึงสรุปได้ว่า การทำ Performance Marketing เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการทำ Digital Marketing เพราะการทำ Performance Marketing จะทำผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บผลเมตริก (Metrics) ได้ชัดเจนเพื่อนำมาปรับใช้กับกลยุทธ์อื่น ๆ ต่อไปได้
ประโยชน์ของการทำ Performance Marketing

ในยุคที่โลกดิจิทัลได้รับความนิยมเสมือนเป็นปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต ดังนั้น การทำการตลาดออนไลน์หรือ Digital Marketing นั้นเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ ขณะเดียวกัน Performance Marketing ก็เป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่าน่าลองมากทีเดียว เราลองมาดูประโยชน์ 3 ข้อที่ทำให้ Performance Marketing เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสำหรับการทำการตลาดในยุคปัจจุบันนี้กันดีกว่า
Performance Marketing สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจน
การทำ Performance Marketing มีหัวใจหลักอยู่ที่การวัดผลเมตริก (Metrics) ต่าง ๆ เพื่อดูผลลัพธ์ของการทำการตลาดได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การวัดผลจึงต้องแม่นยำและรวดเร็ว รวมถึงไม่ซับซ้อนจนเกินไปในการดูผลลัพธ์ ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือวัดผลเข้ามาเป็นตัวช่วยรายงานผลก็ได้เช่นกัน
Performance Marketing ช่วยปรับปรุงแคมเปญได้อย่างต่อเนื่อง
หลังจากการวัดผลที่แม่นยำแล้ว เราก็จะนำผลของเมตริก (Metrics) เหล่านั้นมาทำการประเมินเพื่อดูว่าส่วนไหนบ้างที่มีผลตอบรับตามที่คาดหวังเอาไว้ และเมื่อเราสามารถวัดผลได้แบบรวดเร็วการพัฒนาแคมเปญเพื่อทำการตลาดอย่างตรงจุดก็สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเป็นการลองผิดลองถูกที่สามารถรู้ผลได้ทันที ปรับปรุงได้ทันเวลา การลงทุนทำแคมเปญในแต่ละครั้งก็จะคุ้มค่ามากขึ้น
Performance Marketing ช่วยทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่แบรนด์ทำได้ดี
การทำ Performance Marketing นั้นไม่เพียงจะช่วยวัดผลและช่วยบอกจุดแข็ง-จุดอ่อนของการทำแคมเปญได้เท่านั้น แต่ยังช่วยบอกประสิทธิภาพของแบรนด์ว่าจะสามารถพัฒนาอย่างไรและควรพัฒนาส่วนใดเพื่อให้แบรนด์เกิดความยั่งยืนในแง่ของการทำ Communication Marketing ได้มากขึ้น รวมถึงช่วยทำให้แบรนด์เห็น Brand Performance ที่ทำได้ว่าดีพอแล้วหรือยังอีกด้วย
ประเภทของ Performance Marketing มีอะไรบ้าง และจะวัดผลได้อย่างไร

มาทำความรู้จักกับ Performance Marketing กันเลยว่ามีอะไรบ้าง พร้อมดูวิธีการวัดผล Performance Marketing ในแต่ละประเภทได้อย่างไรบ้าง ดังนี้
การทำ Social Media Marketing – SMM
ทุกวันนี้การเข้าใช้งานโซเชียลมีเดีย (Social Media) กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายคนไปแล้ว โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับทำการตลาดให้คนจำนวนมากมองเห็นได้ดีที่สุด ซึ่งในการทำ Social Media Marketing จะเป็นการทำการตลาดบนแพลตฟอร์มที่ต้องปรับรูปแบบการนำเสนอให้เข้ากับแต่ละช่องทางโซเชียลมีเดีย และแน่นอนว่าทุกช่องทางต้องสามารถวัดผลและตรวจสอบการทำการตลาดในรูปแบบของการทำ Performance Marketing ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ความรวดเร็วนั้นอาจจะต่างกันออกไปและอาจต้องใช้เครื่องมือช่วยเหลือเพื่อให้ได้ความเร็วและความละเอียดตามต้องการ
วิธีการวัดผลการทำ Social Media Marketing – SMM
สำหรับการทำ Social Media Marketing นั้นสามารถวัดผลในรูปแบบ Performance Marketing ได้ง่าย เพราะในทุกกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียจะมีการเก็บข้อมูลเป็นตัวเลขเอาไว้อยู่แล้ว ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นอย่างขั้นตอนทำความรู้จักกับแบรนด์ว่ามียอดคนมีส่วนร่วม (Engagement) เท่าไหร่ เห็นได้จากสื่อหรือคอนเทนต์ตัวไหน เห็นจากช่องทางโซเชียลมีเดียไหนบ้าง และช่องทางไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการทำการตลาดสำหรับแบรนด์ ไปจนถึงวัดผลลัพธ์ของ Brand Performance ที่แบรนด์ทำได้บนช่องทางโซเชียลมีเดีย
แต่การเก็บตัวเลขทุกค่าด้วยตัวเองอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในปัจจุบันนี้มีเมตริกมากมายที่ต้องโฟกัส รวมถึงมีโซเชียลมีเดียอีกหลากหลายช่องทางที่จะต้องไล่เก็บข้อมูลในทุก ๆ เดือน นักการตลาดจึงต้องพึ่งพาเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ประมวลผล และแสดงผลในส่วนนี้แทน
ยกตัวอย่างการวัดผลของการทำ Social Media Marketing ที่ทำการวัดผลในแง่ของการทำ Brand Performance จากช่องทาง Social Media ต่าง ๆ ด้วยการใช้ Social Metric คือ เครื่องมือที่ไม่ได้แค่แสดงผลลัพธ์ของการทำ Brand Performance ที่แบรนด์ทำได้บนช่องทางโซเชียลมีเดียในฝั่งของ Owned Media เท่านั้น แต่ยังมีการแสดงผลค่าจากช่องทาง Earned Media ที่แบรนด์ทำได้ให้เห็นอีกด้วย
ตัวอย่างเมตริก (Metric) ที่บอกว่าในช่องทาง Owned Media และ Earned Media ทำคะแนนได้ดีเท่าไร โดยดูได้จากคะแนน Owned Score และ Earned Score บน Social Metric
| Tips: Owned Media คือ สื่อที่แบรนด์เป็นเจ้าของ และมีสิทธิ์ในการควบคุมสื่อได้อย่างสมบูรณ์ ส่วน Earned Media คือ สื่อที่คนอื่นพูดถึงหรือรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยตรง อยากทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น อ่านข้อมูลเพิ่มเติมต่อได้ที่ Paid Earned และ Owned Media คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรกับธุรกิจ |
นอกจากจะวัดผลในช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์เองแล้ว ยังสามารถส่องดูคู่แข่งได้ด้วยว่า ทำ Brand Performance ได้ดีแค่ไหน โดยดูได้จากหลายเมตริก (Metrics) ด้วยกัน เช่น
- ส่อง Brand Score : วัดประสิทธิภาพแบรนด์ของคู่แข่ง โดยใช้ข้อมูลกว่า 800 จุด มาคำนวณเป็นค่าพลังแบรนด์ (Brand Score) ให้ตลอดทั้งปี
- ส่อง Engagement Timeline : ใช้ดูเทรนด์ประสิทธิภาพของแบรนด์ตลอดทั้งปีจากยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) ดูว่า ช่วงเดือนไหนที่แบรนด์คู่แข่งทำได้ดี ดีขึ้น หรือแย่ลง
- ส่อง Top Hashtag : ใช้สำรวจแฮชแท็ก (Hashtag) ที่แบรนด์คู่แข่งใช้ เรียงลำดับจาก Hashtag ที่ใช้มากที่สุดลงมาใช้น้อยที่สุด ช่วยให้รู้ว่า ในช่วงนี้แบรนด์คู่แข่งเน้นโปรโมตสินค้า/บริการ/หรือเล่นประเด็นใดจากมากไปถึงน้อยที่สุด ซึ่งใช้ประกอบการวิเคราะห์แผนคอนเทนต์หรือแผนโปรโมตแบรนด์คุณเพื่อเอาชนะคู่แข่งได้
- ส่อง Brand Engagement Matrix (YTD) : ใช้ดูว่าแบรนด์คู่แข่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือเปล่า โดย Social Metric จะช่วยบอกตำแหน่งของแบรนด์ในอุตสาหกรรมให้ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Leader, Niche, Builder และ Explorer ซึ่งแบ่งด้วยแกน X แกน Y ได้แก่ จำนวนโพสต์ (X) และยอดการมีส่วนร่วม สามารถใช้กราฟนี้ เพื่อศึกษาว่า คู่แข่งกำลังอยู่ในสเตจไหนของการทำแบรนด์ พร้อมกับใช้ประเมินอิทธิพลของแบรนด์คู่แข่งในอุตสาหกรรมได้ ซึ่งต่อจากนี้ สามารถใช้ Social Metric ในการสำรวจ Content Performance ของคู่แข่งต่อได้เลย
- Engagement By Channel : ใช้ส่องประสิทธิภาพแยกตามช่องทางต่าง ๆ ที่แบรนด์คู่แข่งใช้ ช่วยให้รู้ว่า แบรนด์ของคู่แข่งมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนผ่านช่องทางไหนมากที่สุด พร้อมนำเสนอออกมาเป็นกราฟวงกลม (Pie Chart) ช่วยให้เห็นสัดส่วนประสิทธิภาพของแต่ละช่องทางได้อย่างชัดเจน
- ดู Content Performance : Social Metric จะช่วยดึงโพสต์จากทุกช่องทางของแบรนด์คู่แข่งมาให้ โดยมียอดการมีส่วนร่วมกำกับ . เมื่อเจอโพสต์ที่น่าสนใจหรือมียอดการมีส่วนร่วมสูง คุณสามารถคลิกเพื่อดูข้อมูลเชิงลึกแบบรายโพสต์ได้ในหน้าต่างเดียว (Dashboard) ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือไปมา
แต่ถ้าอยากจะวัดว่า แบรนด์ของเรานั้นมี Brand Performance เป็นอย่างไรบ้างเมื่อเทียบกับภาพรวมของตลาดสามารถดูได้จากเส้น Benchmarking คือ เส้นที่เปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น ๆ เพื่อดูว่า เรากับคนอื่นทำได้ดีมากหรือน้อย แตกต่างกันแค่ไหนได้
สนใจใช้งานเครื่องมือ Social Metric สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สนใจใช้งาน Social Metric
การทำ Content Marketing
การทำ Content Marketing คือ การทำเนื้อหาคอนเทนต์ผ่านสื่อ เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยเนื้อหาที่ทำออกมาสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นบทความ, คลิปเสียงหรือพอตแคสต์ (Podcast), คลิปวิดีโอ หรืออื่นๆ ที่สามารถส่งสารออกไปได้ก็นับเป็นหนึ่งใน Content Marketing เช่นกัน ซึ่งการทำ Content Marketing นั้นไม่เจาะจงว่าต้องอยู่บนช่องทางโซเชียลมีเดียเท่านั้นแต่ยังสามารถเผยแพร่บนเว็บไซต์และทำการวัดผลได้เหมือนกัน
วิธีการวัดผลการทำ Content Marketing
การทำ Content Marketing เองก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มหรือ เว็บไซต์ก็สามารถเก็บข้อมูลได้ละเอียดไม่ต่างกัน เพราะสามารถติดตามได้ตั้งแต่การคลิกลิงก์เข้าชมเชื่อมต่อมายังเว็บไซต์ การอ่านคอนเทนต์ การเข้าหน้าสินค้าไปจนถึงการเลือกและชำระเงิน เรียกว่าทุก เส้นทางของลูกค้า (Customer Journey) จะถูกเก็บเป็นข้อมูลเพื่อนำมาวัดผล
ยกตัวอย่างเช่น การลงบทความในเว็บไซต์ และมีการทำโฆษณาเพื่อเพิ่มช่องทางการมองเห็นทางเฟซบุ๊ก (Facebook) ทำให้มีคนเข้าชมจากการโฆษณานี้ 100 คน ในจำนวนนี้มี 20 คนที่เข้าแล้วออกทันที และมีอีก 30 คนให้ความสนใจอ่านอยู่ราว 1-2 นาที อีก 30 คน อ่านอยู่ประมาณ 5 นาทีและเลื่อนจนสุดหน้าแต่ไม่มีการคลิกต่อ อีก 20 คนอ่านจบแล้วมีการคลิกลิงก์ในเว็บต่อไปจนถึงหน้าแสดงสินค้า ซึ่งการวัดผลเหล่านี้สามารถใช้เครื่องมือที่เป็น Martech ในการวัดผลได้ เช่น Google Analytic เป็นต้น
จากข้อมูลจะทำให้เห็นว่าการวัดผลของ Content Marketing นั้นจะทำให้เราสามารถคาดการณ์และประเมินได้ว่าคอนเทนต์ที่ทำขึ้นมีความน่าสนใจต่อกลุ่มเป้าหมายมากน้อยแค่ไหนและสามารถพัฒนาต่อให้ตรงจุดจนเกิดกิจกรรมตามเป้าหมายทางการตลาดขึ้นได้
การทำ Search Engine Marketing – SEM
เสิร์ชเอนจิ้น (Search Engine) เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ได้รับความนิยมในการทำการตลาดเป็นอย่างมาก ลองคิดภาพดูว่าหากมีการพิมพ์คำถามหรือข้อความที่ตรงกับคีย์เวิร์ดแล้วเว็บไซต์หรือสื่อของเราปรากฏออกมาเป็นอันดับแรกบนหน้า Google ในตำแหน่งที่สะดุดตาย่อมเรียกความสนใจได้มากกว่า ซึ่งการทำ Search Engine Marketing สามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในการทำให้คนรู้จักแบรนด์ของคุณ, สร้างการพิจารณา (Consideration) ในการมองหาตัวเลือกในการสนใจซื้อสินค้าหรือบริการ และยังสร้าง Conversion ในกลุ่มของคำคีย์เวิร์ดที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อได้ด้วย
วิธีการวัดผลการทำ Search Engine Marketing
ส่วนการวัดผลของ Search Engine Marketing หรือ SEM นั้นจะทำเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็น คุ้นเคย และอยากทำความรู้จักโดยเป็นการดึงดูดตามคีย์เวิร์ด คำโปรยหรือ Ad Copy ให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาคลิก ซึ่งการติดตามผลจะมีตั้งแต่การดู ยอดคลิก (Click), จำนวนครั้งในการแสดงผลของโฆษณา/เว็บไซต์ (Impressions), Click-through-rate (CTR) และ Cost-per-click (CPC)
ยกตัวอย่างเช่น เราสร้างแคมเปญโปรโมตสินค้าใหม่พร้อมโปรโมชันเพื่อสร้างยอดขาย จึงเลือกคีย์เวิร์ดตามที่วิเคราะห์แล้วว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมาย 3 คีย์เวิร์ดและใช้งาน SEM ในการสื่อสาร หลังจากนั้นผลก็ออกมาว่า มียอดคลิกเข้าชมคีย์เวิร์ดที่ 1 ในจำนวนน้อยมาก คีย์เวิร์ดที่ 2 มียอดคลิกเข้าชมจำนวนมากแต่ไม่มีกิจกรรมใดเกิดขึ้น ขณะที่คีย์เวิร์ดที่ 3 นั้นมีคนเข้าชมและสร้างยอดขายขึ้นมาได้ เราก็จะรู้ว่าควรเพิ่มหรืองบที่ส่วนไหนจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ สำหรับการวัดผลลัพธ์การทำ SEM นั้นสามารถใช้ Marketing Tool ในการวัดผลได้หลากหลายรูปแบบ เช่น หากต้องการวัดผลของ Ads Performance บน Google มารถใช้ Google Ads Manager ในการวัดผลได้ แต่ถ้าทำ SEO หรือ Search Engine Optimization สามารถใช้เครื่องจำพวก SEO Tool อย่างเช่น Google Search Console, Ahrefs เป็นต้น
การทำ Email Marketing
Email Marketing เป็นการทำการตลาดผ่านทางอีเมล ซึ่งสามารถสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีความเฉพาะเจาะจงตรงกับความสนใจของผู้รับสาร (Personalized Marketing) จนเกิดเป็น Conversion หรือการทำกิจกรรมตามเป้าหมายของแบรนด์ได้ โดยการส่งอีเมลนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับเสียก่อน ส่วนมากแล้วมักเป็นการแจ้งโปรโมชั่น ส่วนลด หรือข่าวสารต่าง ๆ หมายความว่าการตลาดประเภทนี้จะใช้กับลูกค้าที่รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว และต้องการให้เกิดการซื้อซ้ำหรือใช้บริการซ้ำอีกครั้ง
วิธีการวัดผลการทำ Email Marketing
การทำ Email Marketing จะเป็นขั้นตอนที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายรู้จักแบรนด์ของเราแล้ว ดังนั้นวัตถุประสงค์หลักมักเป็นการทำเพื่อสร้างการซื้อซ้ำ (Retention) หรือสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า (Customer Relationship Management) จนเกิดเป็นความรู้สึกอยากซื้อซ้ำหรือใช้บริการซ้ำอีกครั้ง
ซึ่งในการวัดผลของ Email Marketing นั้นสามารถทำได้ตั้งแต่การตรวจสอบจำนวนอีเมลที่ส่งให้กับลูกค้า ตรวจดูการอ่านอีเมล (Open Rate) รวมถึงการคลิกลิงก์ภายในอีเมลรวมถึงผลตอบรับ (Clickthrough Rate) โดยในแต่ละส่วนของการวัดผลก็สามารถสร้างเส้นทางของลูกค้าที่ต่างกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่อไปจนเกิดผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้ สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลอีเมลนั้นสามารถใช้เครื่องมือประเภท Email Marketing Tool ได้ เช่น Mailchimp, Activecampaign ฯลฯ
การทำ Affiliate Marketing
การทำ Affiliate Marketing เป็นการทำการตลาดโดยมีบุคคลหรือบริษัทอื่นเป็นผู้ดำเนินการในการโปรโมตสินค้าหรือบริการของแบรนด์ผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ทั้งในช่องทางโซเชียลมีเดียหรือเว็บไซต์ โดยค่าตอบแทนการทำการตลาดเป็นรูปแบบของค่าคอมมิชชั่น (Commission) หากทำยอดขายได้ตามที่แบรนด์สินค้ากำหนดไว้
วิธีการวัดผลการทำ Affiliate Marketing
การทำ Affiliate Marketing นั้นจะต้องวัดผลกันที่ยอดขายเป็นหลักอยู่แล้ว แต่หากต้องการพัฒนาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างแท้จริงก็ยังต้องดูเมตริก (Matrics) อื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น จำนวน Bounce Rate, จำนวนคนที่เข้ามาชม, คุณภาพของลูกค้า, ระยะเวลาการตัดสินใจ รวมถึง Conversion Rate ด้วยเช่นกัน ข้อมูลเหล่านี้เมื่อวัดผลออกมาแล้วก็สามารถนำมาวิเคราะห์ปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น เรามีการทำ Affiliate Marketing ของสินค้าชิ้นหนึ่งโดยใช้อินฟลูเอนเซอร์ในการนำเสนอ ได้ผลลัพธ์เป็นยอด Bounce Rate ที่ต่ำ การคลิกลิงก์เข้าชมสินค้าสูงอย่างน่าพอใจ แต่เมื่อมาถึงระยะเวลาตัดสินใจกลับนานมากทีเดียว และสุดท้ายก็ไม่มีการซื้อสินค้าให้เกิดยอดขาย เราก็สามารถรู้ได้ว่าส่วนที่เป็นปัญหานั้นอาจเกิดได้ทั้งจากตัวสินค้าจริงไม่ตอบโจทย์หรือการสั่งซื้ออาจยากเกินไป เป็นต้น
ทำ Performance Marketing อย่างไรดี

พอเข้าใจรายละเอียดคร่าว ๆ ของการทำ Performance Marketing กันแล้วก็คงเห็นได้ว่ามันคุ้มค่าและน่าสนใจมากทีเดียว แต่ว่าอยากจะทำต้องทำอย่างไรบ้าง มาเริ่มต้นกันจาก 5 ขั้นตอนนี้ได้เลย
ขั้นตอนที่ 1: กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
ขั้นแรกของการทำ Performance Marketing ให้สำเร็จนั้นจะต้องกำหนดก่อนว่าเป้าหมายของเรานั้นคืออะไร โดยการกำหนดเป้าหมายนั้นจะต้องชัดเจนและสามารถวัดผลได้ เช่น การเพิ่มการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดีย การได้ลูกค้าใหม่ หรือการเพิ่มยอดขาย เป็นต้น
ขั้นตอนที่ 2: วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น
หลังจากการกำหนดเป้าหมายในการทำ Performance Marketing แล้วก็จะต้องวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการตลาดว่าเรามีกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร (Markeitng Persona) รวมถึงวิเคราะห์คู่แข่งของเราว่าเขามีจุดแข็งหรือจุดอ่อนอย่างไร เช่น การศึกษาดูข้อมูลของการทำแคมเปญการตลาด หรือการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Brand Performance อย่างละเอียดในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วเราดีกว่าหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถใช้เครื่องมืออย่างแพลตฟอร์ม Social Metric ที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเอาไว้ครบถ้วนเข้ามาช่วยวิเคราะห์เพื่อจับจุดให้ได้ว่าเราควรจะวางแผนและกำหนดกลยุทธ์อย่างไร
ขั้นตอนที่ 3: วางแผนและกำหนดกลยุทธ์
เมื่อเรารวบรวมดูข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ แล้วก็จะรู้ได้ว่าหากต้องการโปรโมตแบรนด์หรือทำแคมเปญนี้ให้เหมาะสมควรจะใช้วิธีการโปรโมตแบบใด และเลือกใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียใด ไปจนถึงเลือกทำ Content Marketing แบบไหนถึงจะประสบความสำเร็จ
ขั้นตอนที่ 4: ใช้เทคโนโลยีในการติดตามผล Performance Marketing
นอกจากการใช้ข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์เพื่อวางกลยุทธ์ก่อนการสร้างแคมเปญแล้ว ในขณะที่ทำแคมเปญก็ยังสามารถวัดผลดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดเพื่อปรับปรุงให้แคมเปญประสบความสำเร็จได้มากกว่า ซึ่งหากจะทำได้นั้นเราจะต้องใช้เครื่องมือวัดผลที่สามารถติดตามและรายงานผลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ยกตัวอย่างเช่น การใช้ Social Metric ในการเก็บข้อมูลเชิงลึกและประมวลข้อมูลกว่า 800 จุดข้อมูล (Data Point) จากโซเชียลมีเดียแบบต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้แบรนด์มีข้อมูลดูย้อนหลังเพื่อเปรียบเทียบ และติดตามผลการเติบโตของการสร้างแบรนด์ได้แบบเดือนต่อเดือน แน่นอนว่า ช่วยทำให้เห็นค่าเฉลี่ยในการเติบโต (Growth Rate) ของค่าพลังแบรนด์ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรบ้างแบบชัดเจน โดยไม่ต้องเก็บข้อมูลเองให้เสียเวลา
ขั้นตอนที่ 5: ปรับปรุงแคมเปญอย่างต่อเนื่อง
จุดแข็งอย่างหนึ่งของการทำ Performance Marketing หรือการตลาดเชิงผลลัพธ์นั้นคือการปรับปรุงแคมเปญอย่างต่อเนื่อง จุดที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนจะถูกปรับแก้เพื่อให้แคมเปญมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งในการปรับแก้แต่ละครั้งจำเป็นต้องดูข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด และข้อมูลที่ได้จาก Social Metric เองก็ได้รับการรายงานในรูปแบบที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย ช่วยทุ่นเวลาในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลได้มากทีเดียว
สรุป
หลายคนคงได้ยินเกี่ยวกับวงจรเดมิงหรือ PDCA ย่อมาจาก Plan (วางแผน), Do (ทำตามปฏิบัติ), Check (ตรวจสอบ) และ Action (แก้ไข) ซึ่งเป็นวงจรเรียบง่าย ทำซ้ำได้และยังปรับใช้เพื่อพัฒนางานได้หลากหลาย ไม่เว้นแม้แต่กับแผนการตลาด อย่างไรก็ตามการตลาดนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เวลาที่ต่างกัน สถานการณ์ที่ไม่เหมือนกันก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนการแล้ว หากการตรวจสอบล่าช้า การแก้ไขไม่ฉับไวมากพอ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่เป็นตามที่หวัง แล้วกับการทำ Performance Marketing ที่เห็นผลลัพธ์เป็นสำคัญจะขาดเครื่องมือที่เป็นตัวช่วยในการมองเห็นค่ารับรู้แบรนด์ ช่วยรายงานข้อมูลเชิงลึกในรูปแบบที่ง่ายและชัดเจนไปได้อย่างไรกัน




