สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจเป็นที่ทราบกันดีว่าสื่อ (Media) คือ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับลูกค้า และทำให้เกิดยอดขาย เนื่องจากสื่อเป็นปัจจัยที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าและขายของได้ ด้วยการทำการตลาด การใช้คอนเทนต์ (Content) ฯลฯ แต่ไม่ใช่ว่าจะเลือกใช้สื่อแบบไหนก็ได้ เพราะสื่อแต่ละประเภทมีจุดมุ่งหมายทางการตลาดที่ต่างกัน จึงควรเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายทางการตลาดของแบรนด์ จึงมีการจำแนกประเภทของสื่อไว้ 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ Paid Media, Owned Media และ Earned Media โดยเรียกรวมกันว่า “POEM Framework”

ที่มาภาพ: https://botpenguin.com/glossary/poem-model

แล้วสื่อแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร? ควรเลือกใช้สื่อประเภทใดกับธุรกิจ? บทความนี้เรามีคำตอบมาให้ มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันเลย

Table of Contents

Paid Media คืออะไร

Paid Media คือ สื่อหรือการตลาดใด ๆ ที่แบรนด์ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อ “พื้นที่สื่อ” ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ เช่น Facebook Ads, Google Ads, Banner Ads, การโฆษณาทางทีวี, การโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย 

โดยจุดประสงค์ของ Paid Media คือ เพิ่มการมองเห็น (Visibility) และเกิดปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่เห็นโฆษณา (Conversion) โดยข้อดีของการโฆษณาประเภทนี้คือ สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เห็นโฆษณาได้ และกำหนดงบประมาณของแต่ละช่องทางได้อีกด้วย

Owned Media คืออะไร

Owned Media คือ สื่อที่แบรนด์เป็นเจ้าของ และมีสิทธิ์ในการควบคุมสื่อได้อย่างสมบูรณ์ เช่น เว็บไซต์ของบริษัท, Social Media Page, Website, Podcast และอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้าหรือบริการ เช่น การให้ข้อมูล ให้ความรู้ อัปเดตข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ เป็นต้น จากข้อดีที่กล่าวมาทำให้แบรนด์ต้องให้ความสำคัญกับช่องทางเหล่านี้ เพื่อให้ข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน ตลอดจนปิดการขายได้ผ่านช่องทางที่แบรนด์เป็นเจ้าของ

Earned Media คืออะไร

Earned Media คือ สื่อที่คนอื่นพูดถึงหรือรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยตรง เช่น การถูกพูดถึงหรืออ้างอิงจากแบรนด์อื่น ๆ (Mentions) , การรีวิวบนโซเชียลมีเดีย (Reviews) และการพูดกันแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ควบคุมได้น้อยหรือไม่สามารถควบคุมได้ จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ และพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการบอกต่อในกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการ

ความแตกต่างระหว่าง Paid Media, Owned Media และ Earned Media

หลังจากที่เราได้เข้าใจความหมายของ Paid Media, Owned Media และ Earned Media กันแล้ว เราจะมาเทียบความแตกต่างระหว่างสื่อทั้ง 3 ประเภท เพื่อให้คุณเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้น ดังนี้

ประเภทสื่อความหมายตัวอย่างเป้าหมายประโยชน์ความท้าทาย
Paid Mediaเป็นสื่อที่แบรนด์ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่สื่อ– Google Ads
– Facebook Ads
– Display Ads
เพิ่มการมองเห็นให้กับ Owned Media และเกิด Conversion– ควบคุมสื่อได้
– เห็นผลลัพธ์เร็ว
– กำหนดกลุ่มเป้าหมายได้เอง
– ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่จ่าย
– ข้อจำกัดของช่องทางต่าง ๆ
Owned Mediaเป็นสื่อที่แบรนด์สามารถควบคุมได้เต็มที่– Website
– Blog
– Podcast 
– Social Accounts
สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าเดิม และกลุ่มลูกค้าในอนาคต– ควบคุมสื่อได้
– มีความยั่งยืน
– รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
– เห็นผลลัพธ์ช้า
– ใช้ทรัพยากรในการดูแล
– ไม่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้
Earned Mediaเป็นสื่อที่แบรนด์ควบคุมได้น้อย หรือไม่สามารถควบคุมได้– Reviews
– Comments
– Shares
– Mentions
รับฟังข้อเสนอแนะจากลูกค้า ซึ่งเป็นผลจาก Paid Media และ Earned Media– สร้างความน่าเชื่อถือ
– เพิ่มกลุ่มลูกค้า
– ไม่มีค่าใช้จ่าย
 ไม่สามารถควบคุมสื่อได้
– เห็นผลลัพธ์ช้า

วางแผนใช้ Paid Media อย่างไรดี

อย่างที่เราทราบกันดีว่าการทำ Paid Media ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีจะต้องใช้ต้นทุนเป็นจำนวนมาก คุณควรวางแผนการใช้ Paid Media อย่างละเอียด โดยคำนึงถึงข้อดีและโจทย์ของการทำ Paid Media เพื่อเลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการโฆษณา กำหนดเป้าหมาย และจัดเตรียมเนื้อหาได้อย่างเหมาะสม

ข้อดีของ Paid Media

  • แบรนด์เป็นผู้ควบคุมสื่อเอง
  • เห็นผลลัพธ์ในระยะเวลารวดเร็ว และวัดผลง่าย
  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้
  • เพิ่มการมองเห็น (Visibility) 
  • สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่เห็นโฆษณา (Conversion)
  • กำหนดงบประมาณในการทำโฆษณาได้

โจทย์ของการทำ Paid Media

  • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเงินที่จ่าย อาจทำให้ใช้เงินจำนวนมาก
  • อาจทำให้คนที่พบเห็นโฆษณา เกิดความรำคาญ
  • ต้องจัดสรรงบประมาณอย่างรอบคอบ
  • ข้อจำกัดของแพลตฟอร์มต่าง ๆ

ตัวอย่างการทำ Paid Media

  • การโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook Ads, Instagram Ads, TikTok Ads
  • โฆษณาดิสเพลย์ (Display Media)
  • การโฆษณาบนกูเกิล (Google Ads) 
  • การโฆษณาทางทีวี (TVC) 
  • การซื้อโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ 
  • การใช้อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing)

วางแผนใช้ Owned Media อย่างไรดี

ถึงแม้ว่า Owned Media จะเป็นสื่อที่แบรนด์สามารถควบคุมได้เต็มที่ แต่การทำ Owned Media จะต้องอาศัยความรู้ด้าน Content Marketing เพื่อศึกษาเทรนด์ (Trend) ในปัจจุบัน แบรนด์จึงควรวางแผนการใช้ Owned Media อย่างรอบคอบเพื่อผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ให้ความรู้และให้ประโยชน์แก่ผู้รับสื่อ

ข้อดีของ Owned Media

  • แบรนด์สามารถควบคุมสื่อ และติดตามผลลัพธ์ได้อย่างสมบูรณ์
  • สร้าง Customer Relationship ดีระหว่างแบรนด์และลูกค้า
  • สร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness)
  • มีค่าใช้จ่ายน้อย

โจทย์ของการทำ Owned Media

  • ใช้เวลาในการรอผลลัพธ์
  • ต้องใช้ทรัพยากรในการดูแลสื่ออย่างสม่ำเสมอ
  • ไม่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้

ตัวอย่างการทำ Owned Media

  • เว็บไซต์และบล็อกของแบรนด์
  • บัญชีโซเชียลมีเดียของแบรนด์เช่น Facebook Fanpage, Instagram, Tiktok
  • ช่องทางพอดแคสต์ (Podcast Channel) ของแบรนด์
  • ช่องทางยูทูป (Youtube Channel) ของแบรนด์
  • ช่องทางบัญชีของไลน์ (LINE Official Account) ของแบรนด์

วางแผนใช้ Earned Media อย่างไรดี

ถึงแม้ว่า Earned Media เป็นสื่อที่แบรนด์ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะเป็นสื่อที่เกิดจากการถูกพูดถึง อ้างอิง โดยบุคคลอื่น แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่า Earned Media  เป็นผลลัพธ์ที่มาจาก Paid Media และ Owned Media หากคุณวางแผนการใช้ Paid Media และ Owned Media ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Earned Media ก็จะเป็นไปตามที่วางแผนนั่นเอง

ข้อดีของ Earned Media

  • เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์
  • เพิ่มโอกาสในการขยายฐานลูกค้า
  • ส่งผลในการตัดสินใจของลูกค้า
  • ไม่เสียค่าใช้จ่าย

โจทย์ของการทำ Earned Media

  • เป็นสื่อที่ไม่สามารถควบคุมได้
  • ใช้เวลาในการรอผลลัพธ์
  • เก็บข้อมูลลำบาก ทำให้วัดผลลัพธ์ได้ยาก

ตัวอย่างการทำ Earned Media

  • รีวิว (Reviews) จากลูกค้าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, Youtube, TikTok ฯลฯ
  • การแชร์โพสต์หรือวิดีโอจากแบรนด์ (Shares) แล้วนำมาพาวิพากษ์วิจารณ์
  • แฮ็ชแท็ก (Hashtag) ใน X 
  • การพูดถึงแบรนด์แบบปากต่อปาก (Word of Mouth) 
  • การกล่าวถึง (Mentions) แบรนด์ผ่านบล็อกจากแบรนด์อื่น

วัดผลลัพธ์การทำ Paid Media อย่างไร

การวัดผลลัพธ์ Paid Media ไม่ว่าจะจากการยิงแอดในช่องทาง Facebook, Google หรือ Instagram มีวิธีการวัดผล (Metrics) หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น CPC (Cost per Click), CPM (Cost per Mille), CTR (Click Through Rate) และ CPA (Cost Per Action) เป็นต้น

ซึ่งก่อนเริ่มวิเคราะห์ผลลัพธ์ แบรนด์ควรกำหนด Key Metrics ให้ชัดก่อนว่าแคมเปญนี้ต้องการวัด Awareness, Engagement, Traffic หรือ Conversion เพื่อเลือกตัวชี้วัดให้ตรงกับเป้าหมาย

สูตรการคำนวณ CPC, CPM, CTR และ CPA

สูตรการคำนวณ CPC (Cost per Click)

CPC (Cost per Click) คือ ต้นทุนต่อคลิก ใช้คำนวณค่าโฆษณาที่คุณสามารถกำหนดได้เองตามจำนวณคลิก เช่น 5 บาทต่อการคลิก 1 ครั้ง หรือ 10 บาทต่อการคลิก 1 ครั้ง มีสูตรคำนวณดังนี้

Cost Per Click = Total cost of clicks ÷ Total number of Clicks

โดยกำหนดให้ Total cost of clicks = จำนวนเงินค่าแคมเปญทั้งหมด 

และ Total number of Clicks = จำนวนการคลิกโฆษณาทั้งหมดที่เกิดขึ้น

สูตรการคำนวณ CPM (Cost per Thousand Impression) 

CPM (Cost Per Thousand Impression หรือ Cost per Mille) คือ ต้นทุนต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง เป็นการคำนวณค่าโฆษณาที่เข้าถึงคนจำนวนมาก โดยคิดค่าใช้จ่ายต่อเมื่อโฆษณาแสดงผล 1,000 ครั้ง ว่าแบรนด์จะต้องจ่ายเท่าไร มีสูตรคำนวณดังนี้

Cost Per Impression = (Total cost of clicks ÷ Total number of Impression) * 1000

โดยกำหนดให้ Total cost of clicks = จำนวนเงินค่าแคมเปญทั้งหมด 

และ Total number of Impression = จำนวนการแสดงผลโฆษณาทั้งหมด

สูตรการคำนวณ CTR (Click Through Rate)

CTR (Click Through Rate) คือ อัตราการคลิกต่อการมองเห็นโฆษณา เป็นตัวชี้วัดที่แบรนด์ใช้วัดผลด้านความคุ้มค่าในการโฆษณา ยิ่งมีค่า CTR สูง หมายความว่าคอนเทนต์ที่ทำการเผยแพร่มีความน่าสนใจนั่นเอง มีสูตรคำนวณดังนี้

Click Through Rate = (Total clicks ÷Total number of Impression) * 100

โดยกำหนดให้ Total clicks = จำนวนการคลิกโฆษณาทั้งหมด

และ Total number of Impression = จำนวนการแสดงผลโฆษณาทั้งหมด

สูตรการคำนวณ CPA (Cost Per Action)

CPA (Cost Per Action หรือ Cost Per Acquisition) คือ การคลิกโฆษณาต่อ 1 การกระทำที่เกิดขึ้นจากลูกค้า เช่น การสมัครสมาชิก, สั่งซื้อ หรือลงทะเบียน เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้แบรนด์พิจารณาได้ว่าในแต่ละการกระทำ แบรนด์จะต้องจ่ายเงินเท่าไร มีความคุ้มค่าหรือไม่ มีสูตรคำนวณดังนี้

Cost Per Action = Total cost of clicks  ÷ Total number of Conversion 

โดยกำหนดให้ Total cost of clicks = จำนวนเงินค่าแคมเปญทั้งหมด 

และ Total number of Conversion = จำนวน Conversion ทั้งหมดที่เกิดจากโฆษณา

หากแบรนด์ต้องติดตามผลลัพธ์หลายแคมเปญพร้อมกัน การรวมข้อมูลไว้ใน Marketing Performance Dashboard จะช่วยให้เห็นภาพรวมของงบประมาณ ช่องทาง คอนเทนต์ และ Conversion ได้ง่ายขึ้น

วัดผลลัพธ์การทำ Paid, Owned และ Earned Media อย่างไร

การวัดผล Paid, Owned และ Earned Media ไม่ควรดูแยกเป็นช่องทางเดียว เพราะทั้ง 3 ส่วนทำงานเชื่อมกันตลอดแคมเปญ

  • Paid Media ช่วยเพิ่มการมองเห็นและดึงกลุ่มเป้าหมายเข้าหาแบรนด์
  • Owned Media ช่วยสร้างพื้นที่สื่อสารที่แบรนด์ควบคุมเอง เช่น Facebook, Instagram, TikTok, YouTube, X และเว็บไซต์
  • Earned Media ช่วยสะท้อนว่า ผู้บริโภค สื่อ Creator หรือคนในตลาดพูดถึงแบรนด์อย่างไร

ถ้าดูเฉพาะ Owned Media แบรนด์อาจรู้ว่าโพสต์ของตัวเองทำงานดีแค่ไหน แต่ยังไม่เห็นว่าคู่แข่งกำลังสื่อสารอะไร

ถ้าดูเฉพาะ Paid Media แบรนด์อาจรู้ว่าแอดของตัวเองใช้เงินไปเท่าไร แต่ยังไม่เห็นว่าคู่แข่งกำลังใช้ Creative, CTA หรือช่องทางไหนในการแข่งขัน

ถ้าดูเฉพาะ Earned Media แบรนด์อาจรู้ว่ามีคนพูดถึงมากขึ้นหรือน้อยลง แต่ยังไม่เห็นว่ากระแสนั้นเกิดจากคอนเทนต์ แอด Influencer หรือประเด็นในตลาด

ดังนั้น การวัดผลที่ใช้วางแผนต่อได้จริงจึงควรดูทั้ง Performance ของแบรนด์ตัวเอง และเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นในตลาดเดียวกัน

1. วัดผล Owned Media จาก Performance ของช่องทางที่แบรนด์เป็นเจ้าของ

Owned Media ควรวัดจากผลลัพธ์ของคอนเทนต์บนช่องทางที่แบรนด์ดูแลเอง เช่น Facebook, Instagram, TikTok, YouTube และ X

ตัวชี้วัดที่ควรดู ได้แก่ Engagement, Like, Comment, Share, Reaction, View, Follower Growth, Top Post และ Hashtag ที่ถูกใช้บ่อย

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์ตอบได้ว่า คอนเทนต์แบบไหนทำงานดี ช่องทางไหนสร้างผลลัพธ์สูง และช่วงเวลาไหนที่คอนเทนต์มีแรงส่งมากที่สุด

วัดผล Owned Media จาก Performance ของช่องทางที่แบรนด์เป็นเจ้าของ

เมื่อใช้ Brand Scan คือ Brand Tracking Platform แบรนด์สามารถดูข้อมูล Owned Media ของตัวเองและคู่แข่งใน Dashboard เดียว เพื่อเปรียบเทียบว่าแต่ละแบรนด์ทำคอนเทนต์ถี่แค่ไหน ใช้รูปแบบคอนเทนต์แบบใด และโพสต์ไหนสร้าง Engagement ได้ดีที่สุด

ข้อมูลนี้ช่วยให้ทีม Content และ Marketing วางแผนจาก Performance ของตลาด ไม่ใช่ดูเฉพาะผลลัพธ์ของแบรนด์ตัวเอง

2. วัดผล Earned Media จากเสียงของผู้บริโภคและตลาด

Earned Media ควรวัดจากการพูดถึงแบรนด์ที่เกิดจากคนนอกแบรนด์ เช่น Mention, Review, Comment, Share, Hashtag, Creator Post หรือบทสนทนาบน Social Media

ตัวชี้วัดที่ควรดู ได้แก่ Mention, Engagement, Sentiment, Top User, Top Post และข้อความที่พูดถึงแบรนด์ในช่วงเวลาที่เลือก

ข้อมูลนี้ช่วยให้แบรนด์เข้าใจว่า คนพูดถึงแบรนด์ในมุมไหน กระแสเป็นบวกหรือลบ และประเด็นใดส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์

วัดผล Earned Media จากเสียงของผู้บริโภคและตลาด

เมื่อใช้ Brand Scan แบรนด์สามารถดู Earned Media ของตัวเองและคู่แข่ง เพื่อเปรียบเทียบว่าใครถูกพูดถึงมากกว่า ใครได้ Engagement สูงกว่า และเสียงของตลาดกำลังเอนเอียงไปทางแบรนด์ใด

ข้อมูลนี้มีประโยชน์กับทีม Marketing, PR และ Communication เพราะช่วยให้เห็นสัญญาณของตลาดก่อนปรับ Message หรือแผนสื่อสาร

3. วัดผล Paid Media จากรูปแบบการใช้โฆษณาของแบรนด์และคู่แข่ง

Paid Media ควรวัดจากโฆษณาที่แบรนด์ใช้เพื่อเพิ่มการมองเห็นหรือกระตุ้นให้เกิด Action เช่น Meta Ads, Google Ads Network และ TikTok Ads

ตัวชี้วัดที่ควรดู ได้แก่ จำนวนแอดที่รันอยู่ ช่องทางที่ใช้ ประเภทของ Media Type ระยะเวลาการรันแอด Placement และ Call-to-Action

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์เข้าใจว่า คู่แข่งกำลังผลักแคมเปญอะไร ใช้คอนเทนต์แบบไหน และพยายามพาผู้บริโภคไปทำ Action แบบใด

วัดผล Paid Media จากรูปแบบการใช้โฆษณาของแบรนด์และคู่แข่ง

เมื่อใช้ Brand Scan แบรนด์สามารถดู Paid Media ของหลายแบรนด์ในตลาดเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์ว่าใครกำลังยิงแอด ช่องทางไหนถูกใช้บ่อย และ Creative แบบไหนถูกนำมาใช้ในการแข่งขัน

ข้อมูลนี้ช่วยให้ทีม Media และ Campaign วางแผนงบ โครงสร้างแคมเปญ และ Creative Direction ได้แม่นขึ้น

ดูผลลัพธ์การทำ Paid, Owned และ Earned Media ให้ครบขึ้นด้วย Influencer และ Social Metric

การวัดผล Paid, Owned และ Earned Media ช่วยให้แบรนด์เห็นภาพรวมของการสื่อสารในแต่ละช่องทางได้ชัดขึ้น

  • Paid Media ช่วยให้รู้ว่าแบรนด์ใช้โฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็นและสร้าง Conversion ได้คุ้มค่าหรือไม่
  • Owned Media ช่วยให้รู้ว่าคอนเทนต์บนช่องทางของแบรนด์สร้าง Engagement และรักษาความสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้ดีแค่ไหน
  • Earned Media ช่วยให้รู้ว่าผู้บริโภคหรือคนในตลาดพูดถึงแบรนด์อย่างไร และเสียงเหล่านั้นส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์มากน้อยแค่ไหน

แต่การดูเพียง 3 มุมนี้อาจยังไม่พอสำหรับการแข่งขันบนโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน เพราะหลายแคมเปญไม่ได้เติบโตจากคอนเทนต์ของแบรนด์หรือโฆษณาเพียงอย่างเดียว หลายครั้งแรงส่งของแบรนด์มาจาก Influencer, Creator, Community และภาพรวม Social Performance เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดเดียวกัน

ดังนั้น การวัดผล Media Performance ควรดูเพิ่มอีก 2 มุม คือ Influencer และ Social Metric

วัดผล Influencer เพื่อดูว่าใครช่วยสร้าง Visibility ให้แบรนด์

Influencer เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของ Paid, Owned และ Earned Media เพราะในบางแคมเปญใช้ Influencer เป็น Paid Media เพราะแบรนด์จ่ายเงินเพื่อให้ Creator ช่วยโปรโมตสินค้า บางคอนเทนต์ของ Influencer กลายเป็น Earned Media เมื่อผู้บริโภคนำไปพูดต่อ แชร์ต่อ หรือแสดงความคิดเห็นต่อ

ดังนั้น การวัดผล Influencer จึงควรดูมากกว่าจำนวนผู้ติดตาม แต่แบรนด์ควรดูว่า Influencer คนไหนพูดถึงแบรนด์ สร้าง Engagement ได้เท่าไร โพสต์แบบไหนทำงานดี และ Influencer คนเดียวกันมีความเชื่อมโยงกับแบรนด์คู่แข่งในตลาดหรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์เห็นว่าใครมีบทบาทจริงในตลาด และ Creator กลุ่มไหนเหมาะกับการนำไปต่อยอดในแคมเปญถัดไป

วัดผล Influencer เพื่อดูว่าใครช่วยสร้าง Visibility ให้แบรนด์

ซึ่งถ้าดูผ่าน Brand Scan แบรนด์จะสามารถเห็นข้อมูล Influencer ที่พูดถึงแบรนด์ พร้อมเปรียบเทียบกับแบรนด์อื่นในตลาดเดียวกัน เพื่อดูว่าแต่ละแบรนด์ใช้ Influencer คนไหน และใครสร้าง Impact ได้มากกว่า

วัดผล Social Metric เพื่อดูสถานะของแบรนด์เมื่อเทียบกับตลาด

Social Metric บน Brand Scan คือคะแนนที่ช่วยทำให้แบรนด์เห็นภาพรวมประสิทธิภาพบน Social Media ทั้งในมุม Owned และ Earned Media

ข้อมูลนี้ช่วยตอบว่าแบรนด์ทำ Performance ได้ดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยแบรนด์สามารถใช้ Social Metric เพื่อดูคะแนนหรือภาพรวมของ Social Media Performance เช่น Engagement, Visibility, การเติบโตของช่องทาง และตำแหน่งของแบรนด์เมื่อเทียบกับคู่แข่ง

การดู Social Metric ช่วยให้แบรนด์ไม่วัดผลจากตัวเลขของตัวเองเพียงฝั่งเดียว เพราะการทำ Benchmarking ช่วยให้แบรนด์เห็นว่า Performance ของตัวเองอยู่ในระดับไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่งหรืออุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ใช่ดูแค่ว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากเดือนก่อน

  • ถ้า Engagement ของแบรนด์เพิ่มขึ้น แต่คู่แข่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่ามาก แบรนด์อาจยังเสียพื้นที่ในตลาด
  • ถ้า Owned Media ของแบรนด์ทำงานดี แต่ Earned Media ต่ำ แบรนด์อาจต้องปรับคอนเทนต์ให้ถูกพูดถึงหรือถูกแชร์ต่อมากขึ้น
  • ถ้า Earned Media สูง แต่ Sentiment ไม่ดี แบรนด์ควรกลับไปดูว่าผู้บริโภคกำลังพูดถึงปัญหาอะไร

Social Metric จึงช่วยให้แบรนด์เห็นภาพรวมของตัวเองในบริบทของตลาด ไม่ใช่แค่ดู Performance แยกตามช่องทาง

สรุป: แบรนด์ที่วัดผลครบกว่า จะเห็นเกมการตลาดชัดกว่า

Paid, Owned และ Earned Media เป็น 3 มุมหลักที่ช่วยให้แบรนด์เข้าใจการทำงานของสื่อแต่ละประเภท

  • Paid Media ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเร่งผลลัพธ์ทางแคมเปญ
  • Owned Media ช่วยสร้างพื้นที่สื่อสารที่แบรนด์ควบคุมเองและใช้สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค
  • Earned Media ช่วยสะท้อนเสียงจากผู้บริโภค สื่อ Creator และคนในตลาดที่แบรนด์ควบคุมไม่ได้โดยตรง

หากแบรนด์กำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ในที่เดียว Brand Scan จาก Wisesight ช่วยให้เห็นภาพรวมของแบรนด์และคู่แข่งในตลาดเดียวกัน ทั้ง Owned Media, Earned Media, Paid Ads, Influencer Marketing และ Social Metric เพื่อใช้วิเคราะห์ Performance วางแผนคอนเทนต์ ปรับกลยุทธ์สื่อ และตัดสินใจทางการตลาดได้ชัดขึ้น


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Paid, Owned และ Earned Media

Paid Media คืออะไร

Paid Media คือสื่อที่แบรนด์จ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่หรือเพิ่มการมองเห็น เช่น Facebook Ads, Google Ads, TikTok Ads, Display Ads และการโปรโมตคอนเทนต์ผ่านช่องทางต่าง ๆ

Owned Media คืออะไร

Owned Media คือช่องทางที่แบรนด์เป็นเจ้าของและควบคุมเอง เช่น เว็บไซต์ Blog Facebook Page Instagram TikTok YouTube X และ LINE Official Account

Earned Media คืออะไร

Earned Media คือสื่อที่เกิดจากการพูดถึงแบรนด์โดยบุคคลอื่น เช่น รีวิว การแชร์โพสต์ การ Mention แบรนด์ Hashtag Comment หรือบทสนทนาที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย

Paid, Owned และ Earned Media ต่างกันอย่างไร

Paid Media คือสื่อที่แบรนด์จ่ายเงินเพื่อเพิ่มการมองเห็น Owned Media คือช่องทางที่แบรนด์ควบคุมเอง และ Earned Media คือเสียงจากคนอื่นที่พูดถึงแบรนด์

ทำไมแบรนด์ต้องใช้ Paid, Owned และ Earned Media ร่วมกัน

เพราะแต่ละสื่อมีบทบาทต่างกัน Paid Media ช่วยเร่งการเข้าถึง Owned Media ช่วยสร้างความต่อเนื่องของการสื่อสาร และ Earned Media ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือจากเสียงของคนภายนอกแบรนด์

วัดผล Paid Media ควรดูอะไร

ควรดูตัวชี้วัด เช่น Impression, Reach, Click, CTR, CPC, CPM, CPA, Conversion และผลลัพธ์ตามเป้าหมายของแคมเปญ

วัดผล Owned Media ควรดูอะไร

ควรดูตัวชี้วัด เช่น Engagement, Like, Comment, Share, Reaction, View, Follower Growth, Top Post และ Hashtag ที่ถูกใช้มากที่สุด

วัดผล Earned Media ควรดูอะไร

ควรดูตัวชี้วัด เช่น Mention, Share, Review, Engagement, Sentiment, Top User, Top Post และประเด็นที่ผู้บริโภคพูดถึงแบรนด์

Influencer เกี่ยวข้องกับ Paid, Owned และ Earned Media อย่างไร

Influencer สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Paid Media เมื่อแบรนด์จ่ายเงินเพื่อโปรโมต และสามารถสร้าง Earned Media ได้เมื่อคอนเทนต์ถูกพูดถึง แชร์ต่อ หรือกระตุ้นบทสนทนาจากผู้บริโภค

Social Metric ช่วยวัดผล Paid, Owned และ Earned Media อย่างไร

Social Metric ช่วยสรุปภาพรวม Social Media Performance ของแบรนด์ โดยเฉพาะมุม Owned และ Earned Media เพื่อให้แบรนด์เห็นสถานะของตัวเองเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดเดียวกัน

Brand Scan ช่วยวัดผล Paid, Owned และ Earned Media ได้อย่างไร

Brand Scan ช่วยรวมข้อมูล Owned Media, Earned Media, Paid Ads, Influencer Marketing และ Social Metric เพื่อให้แบรนด์เห็น Performance ของตัวเองและคู่แข่งในตลาดเดียวกันได้ครบขึ้น

Brand Scan เหมาะกับทีมไหน

Brand Scan เหมาะกับทีม Marketing, Brand, PR, Communication, Content, Media และทีมที่ต้องติดตามคู่แข่งหรือวางแผนแคมเปญจากข้อมูลตลาดจริง