ความท้าทายของนักการตลาดในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การก้าวให้ทันเทรนด์ โดยเฉพาะในโลกของ Influencer Marketing ที่ข้อมูลและบริบทคือกุญแจสำคัญ เมื่อไม่รู้ว่าเทรนด์ไหนกำลังมา อินฟลูเอนเซอร์คนใดกำลังสร้างอิทธิพล หรือผู้บริโภคพูดถึงอะไร การวางแผนจึงกลายเป็นการลองผิดลองถูก ที่เสียงดังเท่าไหร่ก็อาจไม่มีใครได้ยิน

“Content Discovery” ฟีเจอร์ของ Influencer Directory ที่ช่วยค้นหาอินฟลูเอนเซอร์จากโพสต์ที่พูดถึงคำหรือหัวข้อที่สนใจบนช่องทางต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมช่วยตอบโจทย์ความท้าทายของนักการตลาด ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่เป็นโซลูชันสำหรับการวางแผนและวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพ

ฟีเจอร์ Content Discovery ช่วยในการหาอินฟลูเอนเซอร์อย่างไร?

Influencer Directory - เพิ่มฟีเจอร์ Content Discovery

ฟีเจอร์ Content Discovery ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไป แต่ช่วยให้นักการตลาดเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก เพื่อจับเทรนด์และวิเคราะห์กระแสจากโพสต์ของอินฟลูเอนเซอร์ที่มีในหลายแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์สำหรับการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยฟีเจอร์นี้สามารถตอบโจทย์ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น 

  • ค้นหาอินฟลูเอนเซอร์จากเนื้อหา (Influencer Discovery by Content) ค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่เคยพูดถึงหัวข้อ สินค้า หรือความสนใจที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์โดยตรง ช่วยคัดกรองกลุ่มอินฟลูที่ใช่สำหรับแคมเปญได้อย่างแม่นยำ 
  • วิเคราะห์คู่แข่งผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Competitor Influencer Analysis) ดูว่าอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มไหนกำลังพูดถึงคู่แข่ง และใครคือคนที่ช่วยสร้างกระแสในตลาด เพื่อให้แบรนด์เลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างโดดเด่นและได้เปรียบ
  • วางแผนแคมเปญและคอนเทนต์ (Campaign & Content Planning) ศึกษาคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับความนิยมสูง เพื่อนำไปกำหนดธีมและบรีฟอินฟลูเอนเซอร์ให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย
  • ติดตามและวัดผลหลังแคมเปญ (Post-Campaign Influencer Monitoring) ตรวจสอบการโพสต์ของอินฟลูเอนเซอร์หลังทำแคมเปญไปแล้ว พร้อมประเมินความเคลื่อนไหวและการต่อยอดกระแส เพื่อปรับกลยุทธ์ในอนาคต

เพื่อให้เห็นภาพการใช้งานอย่างชัดเจน เราขอยกตัวอย่างกรณีที่ฟีเจอร์ Content Discovery เข้ามาช่วยนักการตลาดในการวิเคราะห์เทรนด์ วางกลยุทธ์ และตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  

ค้นหาอินฟลูเอนเซอร์จากเนื้อหาที่เคยโพสต์ (Influencer Discovery by Content)

ค้นหาอินฟลูเอนเซอร์จากเนื้อหาที่เคยโพสต์
Filter เพื่อกรองอินฟลูเอนเซอร์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และดูว่า Profile Performance คนไหนเหมาะสมกับแคมเปญของแบรนด์มากที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์กาแฟ A วางแผนเปิดตัว “กาแฟโปรตีน” จึงค้นหาคำว่า “กาแฟโปรตีน” และ “healthy coffee” บน Content Discovery ระบบจะแสดงผลลัพธ์ของอินฟลูเอนเซอร์ที่เคยพูดถึงหัวข้อเหล่านี้บนโซเชียลมีเดียมาก่อน ช่วยให้แบรนด์คัดกรองรายชื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องได้ง่ายและตรงจุด เช่น

  • รายชื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่พูดถึงคำค้นเหล่านี้ ช่วยให้แบรนด์เห็นว่าใครกำลัง “เคลื่อนไหว พูดถึง หรือมีบทบาท” กับประเด็นนี้อย่างต่อเนื่องบนโซเชียล เช่น อินฟลูเอนเซอร์ที่เคยรีวิวกาแฟโปรตีนมาก่อน ก็อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับแคมเปญใหม่ของแบรนด์ 
  • โพสต์ของอินฟลูเอนเซอร์ที่มี Engagement สูงในคำค้นนั้น หากอยากจะโปรโมตให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น อาจใช้การ Filter เพศ (Audience Gender) ช่วงอายุ  (Audience Age) และ ระดับของอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Tier) ของกลุ่มผู้ติดตามของอินฟลูฯ เพิ่มเติม เพื่อช่วยประเมินว่ากลุ่มผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์คนไหนเหมาะสมสำหรับแคมเปญและสร้างอิมแพคให้แบรนด์ได้ดีตามที่แบรนด์ต้องการ
  • Influencer Score เพื่อให้แบรนด์เห็นว่าในกลุ่มอินฟลูที่พูดถึงเรื่องนี้ “ใครมีประสิทธิภาพสูงสุด”ด้วยคะแนนที่ Wisesight วิเคราะห์และเปรียบเทียบจากการมีส่วนร่วม (Engagement), ยอดผู้ติดตาม (Followers) และความถี่ (Activity) ภายในคลัสเตอร์ (ประเภทของอินฟลูเอนเซอร์) เดียวกัน ทำให้แบรนด์ตัดสินใจเลือกอินฟลูเอนเซอร์ได้แม่นยำขึ้น ด้วยการดูผลลัพธ์แบบองค์รวม ไม่ได้อิงจากแค่ยอดไลก์ แชร์ หรือคอมเมนต์เพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากภาพรวมของคะแนนที่ประมวลจากตัวชี้วัดที่สำคัญและควรใช้ในประเมิน Performance ของอินฟลูเอนเซอร์

ทั้งหมดนี้ทำให้แบรนด์มองเห็นทั้งเทรนด์ของตลาด และรายชื่ออินฟลูที่ควรพิจารณาเพื่อร่วมงาน และใช้โอกาสจากกระแสให้เกิดผลลัพธ์ทางการตลาดได้อย่างทันท่วงที

วิเคราะห์คู่แข่ง (Competitor Analysis)

วิเคราะห์อินฟลูเอนเซอร์จากแคมเปญคู่แข่ง เพื่อดูว่าใครสร้างกระแสและช่วยให้แคมเปญประสบความสำเร็จ

ไม่ใช่แค่รู้ว่าคู่แข่งปล่อยแคมเปญอะไร แต่รู้ว่า “ใครคืออินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยสร้างกระแส” และ “ใครเป็นคนที่ทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จ” เพื่อให้แบรนด์นำข้อมูลนี้ไปวางกลยุทธ์เลือกอินฟลูเอนเซอร์ของตัวเองได้อย่างแม่นยำและโดดเด่นเหนือคู่แข่ง

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์แฟชั่น A วางแผนเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ จึงใช้ Content Discovery ค้นหาแฮชแท็ก #BSpring25 ซึ่งเป็นแคมเปญล่าสุดของคู่แข่ง B ระบบช่วยแสดงโพสต์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่พูดถึงแคมเปญนี้ พร้อมแสดง Engagement และ Influencer Score ในแต่ละโพสต์  ข้อมูลเหล่านี้ทำให้แบรนด์ A มองเห็นได้ว่า คู่แข่งเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์แบบไหน พูดประเด็นอะไร และผลตอบรับมากหรือน้อย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์ A สามารถวางกลยุทธ์ได้บนพื้นฐานจาก “สิ่งที่เคยเกิดขึ้นจริง” เพื่อที่แบรนด์จะสามารถหลีกเลี่ยงจุดที่คู่แข่งทำแล้วไม่ได้รับผลตอบรับที่ดี และต่อยอดจากแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน

ติดตามผลหลังแคมเปญ (Post-Campaign Monitoring)

ติดตามผลการทำงานของอินฟลูเอนเซอร์หลังจบแคมเปญ

หลังแคมเปญจบ เราสามารถย้อนดูได้ว่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ร่วมงานโพสต์จริงไหม โพสต์แบบไหน ได้ผลตอบรับเป็นอย่างไร และพูดถึงแบรนด์ในมุมไหน  นอกจากนั้นยังใช้ค้นคำอย่าง “รีวิว” หรือแฮชแท็กแคมเปญ เพื่อดูว่ามีอินฟลูคนอื่นพูดถึงแบรนด์เองด้วยหรือเปล่า ซึ่งช่วยให้เจอคนที่มีแนวโน้มสนใจแบรนด์อยู่แล้ว และอาจชวนมาร่วมงานในแคมเปญต่อไป

ยกตัวอย่างเช่น หลังจากแบรนด์เครื่องสำอาง A จ้างอินฟลูฯ จำนวน 20 คนร่วมแคมเปญ และมีการติดแฮชแท็ก (Hashtag) บนโพสต์ ทีมงานสามารถใช้ Content Discovery เพื่อติดตามแฮชแท็กดูว่าแต่ละคนโพสต์จริงหรือไม่ โพสต์นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร มีคนมีส่วนร่วมมากแค่ไหน และใครที่โพสต์ได้น่าสนใจจนควรพิจารณาใช้งานต่อในอนาคต

เพิ่มโอกาสความสำเร็จด้วยฟีเจอร์ Content Discovery

เมื่อการตลาดไม่ใช่แค่การคาดเดา แต่คือการวิเคราะห์บนข้อมูลจริง “Content Discovery” จาก Influencer Directory คือ ฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้นักการตลาดเข้าใจเทรนด์ ค้นหาอินฟลูฯ ที่ใช่ และวางแผนได้แม่นยำยิ่งขึ้นจากการค้นหาโพสต์ของอินฟลูเอนเซอร์ ที่ช่วยในการวิเคราะห์การถูกพูดถึง (Mention) ของแบรนด์ สำรวจการสื่อสารของคู่แข่งผ่านการใช้ Earned Media หรือวัดผลหลังจากการทำ Influencer Marketing จนจบแคมเปญ

เริ่มใช้งานฟีเจอร์ Content Discovery เพื่อวางกลยุทธ์ Influencer Marketing ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง คลิกที่นี่