“จ้าง Influencer แล้วทำไมไม่ปังสักที?”
หลายแบรนด์เจอปัญหาเดิม ๆ คือ เลือกจากความดังหรือเรตราคาถูก สุดท้ายได้งานที่ดูเหมือนจะดี แต่พอเจาะลึกถึง Performance จริงแล้วกลับได้กลุ่มเป้าหมายที่ไม่ตรงกลุ่ม ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ และในบางครั้งยังเสี่ยงต่อภาพลักษณ์แบรนด์จากการจ้างอินฟลูฯ ซ้ำกับคู่แข่งอีกด้วย
บทความนี้เลยชวนมาปรับวิธีคิดใหม่ ด้วยแนวคิด Influencer Gap ที่จะช่วยทำให้ทุกคนจ้าง Influencer ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเริ่มจากการทำ Competitor Analysis > การหา Insight > การ Shortlist ของอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อดูว่าจะจ้างอย่างไรให้คุ้มค่า และไม่ซ้ำกับคู่แข่งตั้งแต่ต้นทาง
Key Takeaway
- จ้าง Influencer ให้คุ้ม ต้องเริ่มจากการวางเป้าหมาย (Objective), การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Target), การกำหนดสิ่งที่จะสื่อสาร (Key Message), การกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ (KPI) และการระบุข้อจำกัด (Condition) ให้ชัดเจนก่อน
- ใช้ Influencer Gap ในการหาอินฟลูเอนเซอร์ โดยแยกเป็น 2 ลิสต์ คือ Must-win (อินฟลูเอนเซอร์ที่คู่แข่งใช้แล้วมีประสิทธิภาพ) vs Blue-ocean (หาอินฟลูเอนเซอร์ใหม่ให้แคมเปญดูสดใหม่)
- ใช้ Zocial Eye ในการวิเคราะห์คู่แข่ง หาช่วงพีคของแคมเปญและตัวจุดกระแสที่ทำให้แคมเปญของคู่แข่งประสบความสำเร็จ แล้วใช้ Influencer Directory คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มเติม
เลือกจ้าง Influencer ยังไงให้ตอบโจทย์แบรนด์? ตอบ 5 คำถามนี้ให้ชัด
Influencer Marketing คือ กลยุทธ์การทำการตลาดร่วมกับกลุ่มคนที่มีอิทธิพลและมีผู้ติดตามจำนวนมากบนโลกออนไลน์ ดังนั้น การที่จะเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์คนไหนมาเป็นพรีเซนเตอร์หรือกระบอกเสียงให้กับแบรนด์ ต้องสำรวจแบรนด์ของเราใน 5 ประเด็นนี้ก่อน เพื่อกำหนดทิศทางการหา Influencer ที่ใช่สำหรับแบรนด์และแคมเปญที่กำลังจะทำ
1) เป้าหมายของการจ้าง Influencer คืออะไร?
อย่างแรกที่ต้องทำคือ วางเป้าหมาย (Objective) ก่อนว่า แคมเปญนี้มีเป้าหมายหลัก 1 อย่างคืออะไร โดยอาจจะวางตาม Marketing Funnel ก็ได้ เช่น
- Awareness (เน้นให้คนเห็นหรือรู้จัก)
หากเป้าหมายคือการสร้างการรับรู้ที่เน้นให้คนเห็นหรือรู้จักแบรนด์ แสดงว่าต้องทำให้คนเกิดการจดจำให้ได้ เช่น จำสินค้า จำชื่อแบรนด์ จำแคมเปญ จำจุดแตกต่าง ฯลฯ
- Consideration (เน้นให้คนเชื่อ สนใจ อยากลอง)
เป็นขั้นตอนที่อยากให้คนเข้าใจถึงเหตุผลที่ควรเลือกเรา และอยากเห็นพฤติกรรมหลังจากเห็นแคมเปญนี้เป็นไปในทางแบบไหน เช่น ดูคลิปจนจบ ทำการคอมเมนต์ ทำการแชร์ เป็นต้น
- Conversion (เน้นให้คนทำอะไรบางอย่างที่ตรงกับเป้าหมายหลัก)
เป็นการวางว่าจ้าง Influencer แบบไหนแล้วจะช่วยทำให้เกิด Conversion เช่น กดลิงก์ แอดไลน์ ลงทะเบียน ใช้โค้ด ซื้อ เป็นต้น
2) กลุ่มเป้าหมายคือใคร?
ต่อมาเราควรรู้ว่าแบรนด์ของเรามีกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร โดยไม่ได้ดูแค่ยอดคนดู การเกิดการมีส่วนร่วม (Engagement) ของอินฟลูคนนั้น ๆ แต่ควรวิเคราะห์ไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ต้องการเองด้วย โดยจะต้องแยกคน 3 กลุ่มนี้ออกจากกันให้ได้ คือ
- Buyer (คนซื้อจริง): โดยดูว่ากลุ่มเป้าหมายมีอายุ เพศ กำลังซื้อ ปัญหา หรือเหตุผลที่ซื้อคืออะไร
- User (คนใช้จริง): เพราะในบางสินค้าคนซื้อไม่ใช่คนใช้ เช่น ของเด็ก ผู้สูงอายุ ฯลฯ
- Viewer (คนเสพคอนเทนต์): คนดูช่องนี้เป็นใคร และซ้อนทับกับ Buyer แค่ไหน
3) Key Message คืออะไร?
Key Message คือ ประโยคหลักที่แบรนด์อยากให้คนพูดต่อหรือจำได้หลังดูคอนเทนต์จบ ซึ่งแบรนด์จะต้องทำการกำหนดประโยคหรือใจความสำคัญที่เป็นแก่นกลางในการสื่อสารที่ตรงกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ
4) จะวัดผลด้วยอะไร?
KPI ที่ใช้ในการวัดผลการทำ Online Marketing จะต้องผูกกับเป้าหมายที่วางเอาไว้ เช่น
- Awareness: สามารถวัดผล Reach, Impressions, Views หรือ Frequency เป็นต้น
- Consideration: สามารถวัดผล View-through เช่น ดูจบ หรือดูเกินกี่%, การเซฟเก็บไว้ดู, การแชร์, การมีคอมเมนต์คุณภาพ เช่น ถามราคา วิธีใช้ หาพิกัด เป็นต้น
- Conversion: สามารถวัดผลยอด Clicks, CTR, Leads, การใช้โค้ดส่วนลด, ยอดขาย เป็นต้น
5) ข้อจำกัดของการทำการตลาด
ในฐานะการตลาดควรที่จะคำนึงถึงข้อจำกัดของงบประมาณ เวลา และช่องทางที่เลือกใช้เพราะในแต่ละแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีลักษณะการใช้งานของคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์ที่แตกต่างกัน
วิธีจ้าง Influencer แบบไหนที่ไม่ควรทำ
หลังจากหาคำตอบ 5 ข้อด้านบนได้ครบแล้ว ลองเช็กกันดูเพิ่มเติมว่าปัจจุบันนี้ยังเลือกจ้าง Influencer ด้วยวิธีเหล่านี้อยู่หรือเปล่า
1) เลือกจากแค่ยอด Follower เยอะ
ยอดผู้ติดตาม (Follower) เป็นแค่ข้อมูลเชิงปริมาณที่ระบุขนาดไม่ใช่ในด้านคุณภาพทั้งหมด เพราะอินฟลูเอนเซอร์บางคนเติบโตจากคอนเทนต์ในประเภทที่ไม่ตรงกับสิ่งที่แบรนด์ตามหา เช่น ไม่ใ่ช่กลุ่มผู้ติดตามที่จะซื้อสินค้าของแบรนด์จริง หรือในบางคนก็อาจจะเติบโตจากคอนเทนต์ไวรัลเพียงไม่กี่คอนเทนต์ แต่หลังจากนั้นยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) อาจจะน้อยลง
2) เลือกจ้างอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์ไม่ตรงเป้าหมายของแบรนด์
หากแบรนด์เลือกจ้าง Influencer จากแค่คอนเทนต์ที่ได้รับยอดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ หรือยอดวิวดีเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้เลือกวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ประเภทของคอนเทนต์ที่อินฟลูเอนเซอร์ทำนั้นเข้ากับสิ่งที่แบรนด์อยากจะสื่อ หรือจับประเด็นส่งไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริงหรือไม่ ก็อาจทำให้การจ้างอินฟลูเอนเซอร์ดูฝืน ไม่เป็นธรรมชาติ หรือดูขายของมากจนเกินไป
3) เลือกโดยไม่วิเคราะห์ถึงกลุ่มผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หลายแคมเปญดูเหมือนจะปัง แต่สุดท้ายไม่ตอบโจทย์ คือการเลือกจ้าง Influencer จากยอดวิวหรือยอดเอนเกจเมนต์ โดยไม่ได้เช็กว่า คนที่เห็นคอนเทนต์นั้นเป็นใคร และตรงกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์จริงหรือไม่
เพราะในความเป็นจริง ต่อให้คอนเทนต์ได้ Reach สูงมาก แต่ถ้ากลุ่มผู้ติดตามไม่ได้มีโอกาสเป็นลูกค้าจริง ก็จะเกิดภาพเดิม ๆ คือ คนเห็นเยอะ แต่ Conversion ไม่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น สิ่งที่แบรนด์ควรทำคือ ตรวจให้ชัดก่อนว่า Audience ของอินฟลูฯ มีความซ้อนทับกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์มากน้อยแค่ไหน
4) เลือกโดยที่ไม่ได้สำรวจว่าคู่แข่งจ้างอินฟลูฯคนนี้หรือยัง
หลายแบรนด์มองข้ามข้อนี้ เพราะคิดว่าจ้าง Influencer คนเดิมก็ทำผลงานดีอยู่แล้ว แต่ในมุมของผู้บริโภค ถ้าเห็นอินฟลูฯ คนเดิมรีวิวสินค้าหมวดเดียวกันซ้ำ ๆ ผู้ชมจะเริ่มรู้สึกว่า แบรนด์ต่าง ๆ พูดเหมือนกัน และแคมเปญใหม่ ๆ ก็ดูไม่ใหม่ไปโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น ก่อนเลือกจ้างอินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ควรเช็กให้ชัดว่า อินฟลูฯ คนนี้เคยทำงานกับคู่แข่งหรือแบรนด์ในหมวดเดียวกันช่วงไหน และผู้ชมยังจำได้อยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันการทำแคมเปญที่ดูซ้ำ และเสียโอกาสในการสร้างภาพจำใหม่ให้กับแบรนด์
เทคนิคเลือกจ้าง Influencer ให้ไม่ซ้ำคู่แข่งด้วย Influencer Gap
หลังจากรู้แล้วว่า “อะไรไม่ควรทำ” ขั้นต่อไปคือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ใช่ โดยแนวคิดที่ช่วยให้ทำได้คือ Influencer Gap ซึ่งเป็นการหาอินฟลูเอนเซอร์โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เพื่อให้การจ้างมีเหตุผลและมีความใหม่มากขึ้น ได้แก่
- Must-win: อินฟลูเอนเซอร์ที่คู่แข่งใช้แล้วมีประสิทธิภาพ
Must-win คือกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยให้คู่แข่งทำแคมเปญได้ผล โดยมักจะเห็นได้จากการที่อินฟลูฯ เหล่านี้มีบทบาทในช่วงที่มีกระแสมาแรงบนโซเชียลมีเดีย เช่น เป็นคนเริ่มประเด็น หรือเป็นคนที่ทำให้บทสนทนาขยายวงกว้าง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การเลือก Must-win ไม่ได้แปลว่าจ้างคนเดียวกันแล้วจะได้ผลเหมือนกัน เพราะสิ่งที่ทำให้แคมเปญดูซ้ำ คือการใช้ คนเดิม เล่าเรื่องมุมเล่าเดิม และใช้ Key Message เดิมในการสื่อสาร ดังนั้น หากแบรนด์จำเป็นต้องใช้ Must-win จริง ๆ ควรทำให้ต่างด้วย…
- เปลี่ยนมุมเล่า (Angle) ให้คนจำแบรนด์ได้คนละแบบ
- เปลี่ยนรูปแบบคอนเทนต์ (Format) ให้เหมาะกับแบรนด์และจังหวะตลาด
- วางเงื่อนไขให้ชัด เช่น ช่วงเวลาห้ามรับงานหมวดเดียวกัน หรือกำหนด Key Message ที่แตกต่างจากคู่แข่ง
- Blue-ocean: อินฟลูเอนเซอร์ที่ทำให้แคมเปญดูสดใหม่
Blue-ocean คือการหาอินฟลูเอนเซอร์ที่กลุ่มผู้ติดตามใกล้เคียงกับลูกค้าเรา แต่คู่แข่งยังไม่เคยใช้อย่างจริงจัง หรือยังไม่ถูกใช้ซ้ำจนผู้บริโภคชิน ข้อดีของ Blue-ocean คือ แคมเปญดูใหม่โดยธรรมชาติ เพราะผู้ชมยังไม่เห็นคนนี้รีวิวแบรนด์ในหมวดเดียวกันบ่อย ๆ มักบริหารงบได้คุ้มกว่า เพราะไม่ได้แข่งขันแย่งตัวกับแบรนด์ใหญ่ ๆ และยังช่วยสร้างพื้นที่ใหม่ให้แบรนด์ เช่น คอมมูนิตี้หรือสายคอนเทนต์เฉพาะทางที่ยังไม่ถูกใครจับจอง
ทำ Influencer Gap ด้วย 2 Martech tools จาก Wisesight เพื่อจ้าง Influencer ที่ใช่ได้อย่างแม่นยำขึ้น
เมื่อรู้จัก Must-win และ Blue-ocean แล้ว ขั้นต่อไปคือการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย เพื่อหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ใช่ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ด้วย 2 เครื่องมือจาก Wisesight ที่ทำงานต่อกันเป็นลำดับ ดังนี้

ใช้ Zocial Eye ทำ Competitor Analysis เพื่อหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยจุดกระแสของคู่แข่ง
เริ่มจากการวิเคราะห์คู่แข่งเพื่อหาว่าช่วงไหนที่คู่แข่งปล่อยแคมเปญแล้วมีกระแสที่ดีที่สุด และกระแสนั้นดีจากอะไร โดยสิ่งที่แบรนด์ควรมองหาให้เจอ คือ
- ช่วงเวลาที่กระแสดีที่สุด (Peak Period)
- ประเด็นหรือหัวข้อที่คนพูดถึงมากที่สุด
- ช่องทางที่กระแสเกิดจริง (Platform/Channel)
- โพสต์หรือคอนเทนต์ที่เป็นตัวจุดกระแส (Top messages)
- อินฟลูเอนเซอร์หรือบัญชีที่มีบทบาทในการขยายบทสนทนา
ซึ่งผลลัพธ์ที่แบรนด์จะได้คือ รู้ว่าแคมเปญคู่แข่งดังจากอะไร และใครเป็นคนทำให้ดัง



ใช้ Influencer Directory คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น
เมื่อได้รายชื่อเริ่มต้นจากการวิเคราะห์คู่แข่งแล้ว ทั้งคนที่เป็น Must-win และคนที่เริ่มเห็นเป็น Blue-ocean ขั้นต่อไปคือการคัดกรองให้เหลือ Shortlist ของอินฟลูเอนเซอร์ที่พร้อมใช้งานจริง ซึ่งวิธีคิดที่ช่วยให้คัดได้เป็นระบบ คือดู 5 มุมหลัก ได้แก่
- Filter: เลือกประเภท แพลตฟอร์ม และหมวดหมู่ของอินฟลูเอนเซอร์ให้ตรงโจทย์
- Performance: ดูตัวเลขและแนวโน้มให้สอดคล้องกับ KPI
- Content: เช็กว่ารูปแบบการเล่าเรื่องเข้ากับ Key message หรือไม่
- Audience: ตรวจความซ้อนทับกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์
- Relation: สำรวจความเชื่อมโยง เช่น เคยพูดถึงแบรนด์หรือคู่แข่งมาก่อนหรือไม่



ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ควรได้จากเทคนิค Influencer Gap ก่อนเริ่มจ้าง Influencer
หลังจากทำ Influencer Gap ครบทั้งการวิเคราะห์คู่แข่ง > หาอินไซต์ > คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ สิ่งที่แบรนด์ควรได้ออกมาเป็นลิสต์อินฟลูเอนเซอร์ที่ตอบโจทย์ก่อนเริ่มจ้างจริง ดังนี้
- Must-win list (5–10 คน)
ลิสต์อินฟลูเอนเซอร์ที่คู่แข่งใช้แล้วมีประสิทธิภาพ หรือเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในช่วงที่แคมเปญของคู่แข่ง จนเกิดกระแส เพื่อให้แบรนด์รู้ว่า พื้นที่ไหนที่คู่แข่งกำลังครองอยู่ และถ้าจะลงไปเล่นในสนามเดียวกัน เราต้องเลือกคนและวางมุมเล่าให้ต่างอย่างไร
สิ่งที่ต้องมีใน Must-win list
- อินฟลูเอนเซอร์เคยทำให้เกิดกระแสตรงไหน เช่น อยู่ในช่วงวัน/สัปดาห์ที่ข้อความหรือ Engagement ของคู่แข่งพุ่งสูง และมีบทบาทต่อการขยายกระแส เช่น เป็นผู้เริ่มประเด็น หรือเป็นคนที่ทำให้คนแชร์ต่อ
- เหมาะกับการเล่าเรื่องในมุมมองไหน: สไตล์คอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ในกลุ่มนี้เหมาะกับการเล่าถึงแบรดน์ในมุมไหน เช่น รีวิวจริงจัง, How-to, POV, เปรียบเทียบ, ตลก, ผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น และมุมนั้นช่วยตอบโจทย์แบรนด์ได้อย่างไร
- กลุ่มเป้าหมายทับซ้อนกับแบรนด์เราแค่ไหน: กลุ่มผู้ติดตามอินฟลูเอนเซอร์ใกล้เคียงกับ buyer Persona ของแบรนด์มากน้อยเพียงใด

- Blue-ocean list (10–20 คน)
ลิสต์อินฟลูเอนเซอร์ทางเลือกที่ทำให้แคมเปญดูสดใหม่ โดยยังอยู่ในกลุ่มเป้าหมายใกล้เคียงกับแบรนด์ แต่ คู่แข่งยังไม่ใช้ซ้ำ หรือยังไม่ได้ถูกดันจนผู้บริโภคชิน ซึ่งช่วยให้แบรนด์สร้างพื้นที่ใหม่ได้โดยไม่ต้องชนกับคนเดิม ๆ ในตลาด
สิ่งที่ต้องมีใน Blue-ocean list
- ธีมของครีเอเตอร์: เป็นครีเอเตอร์สายไหน เช่น สายรีวิวแบบละเอียด สายคุ้มค่า สายไลฟ์สไตล์ สายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง สายชุมชนท้องถิ่น ฯลฯ
- อยู่ใน Community ไหน: อินฟลูเอนเซอร์มีฐานผู้ติดตามที่รวมตัวอยู่ในคอมมูนิตี้แบบไหน เช่น แม่และเด็ก สายสุขภาพ สายแต่งบ้าน สายกินเที่ยว สายเทคโนโลยี ซึ่งคอมมูนิตี้เหล่านี้สามารถซ้อนทับกับตลาดของแบรนด์ได้
- ทำไมยังไม่ถูกคู่แข่งใช้ซ้ำ: เป็นกลุ่มที่คู่แข่งยังไม่ใช้งานจริงจัง หรือใช้แล้วแต่ยังไม่ซ้ำบ่อย จึงยังมีความใหม่ในสายตาคนดู

สรุปจะจ้าง Infleuncer อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี?
สุดท้ายแล้ว การจ้าง Influencer ให้ได้ผลมักขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์ ตัดสินใจจากข้อมูลมากแค่ไหน เพราะ Data จะช่วยลดการเดา ลดความเสี่ยง และทำให้เราเลือกอินฟลูเอนเซอร์ได้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคเห็นคอนเทนต์ซ้ำ ๆ จากอินฟลูเอนเซอร์คนเดิมอยู่ทุกวัน
ดังนั้น ถ้าอยากจ้าง Influencer ให้คุ้ม และไม่ซ้ำคู่แข่ง สูตรที่ใช้ได้จริงคือ 3 ขั้นตอนนี้
- ทำ Competitor Analysis ด้วย Zocial Eye
- ใช้ Influencer Directory คัดอินฟลูเอนเซอร์ที่ใช่
- แบ่ง Must-win vs Blue-ocean ของอินฟลูเอนเซอร์แล้วทำบรีฟให้ชัดเจน
| หากต้องการดูตัวอย่างการใช้งานจริงของ Zocial Eye และ Influencer Directory ในการวิเคราะห์คู่แข่งและคัดอินฟลูเอนเซอร์ให้ตรงเป้าหมาย สามารถติดต่อทีม Wisesight เพื่อขอเดโมและคำแนะนำในการเริ่มต้นได้เลย ลงทะเบียนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือ Zocial Eye ลงทะเบียนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือ Influencer Directory |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจ้าง Influencer
จ้าง Influencer เริ่มต้นต้องเตรียมอะไรบ้าง?
หากต้องการจ้าง Influencer ให้มีประสิทธิภาพควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายที่ธุรกิจต้องการ เช่น ต้องการสร้าง Awareness, ต้องการยอดขาย ฯลฯ พร้อมกับกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเข้าถึง หลังจากนั้นให้กำหนด KPI รวมถึงคำนึงถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ของแบรนด์เช่น มีงบเท่าไหร่ ใช้ระยะเวลาโปรโมตนานแค่ไหน และต้องการทำการตลาดในแพลตฟอร์มไหนบ้าง เป็นต้น
ควรจ้าง Nano Micro Mid Top แบบไหนถึงจะคุ้ม?
แนะนำให้เลือกจ้างอินฟลูเอนเซอร์ตามเป้าหมาย เช่น กลุ่ม Nano Influencer หรือ Micro Influencer เหมาะกับความเฉพาะกลุ่มและความน่าเชื่อถือ, Mid Tier Influencer เหมาะกับแคมเปญที่ต้องการ Reach และ Impact ส่วน Top Tier Influencer เหมาะกับการสร้างการรับรู้วงกว้าง เป็นต้น
จ้าง Influencer แล้ววัดผลยังไงให้ชัด?
ควรวัด KPI ของการจ้าง Influencer ให้ตรงกับ Objective เช่น ถ้าต้องการสร้าง Brand Awareness ก็ต้องวัดในแง่ Reach หรือยอด View ฯลฯ รวมถึงควรตั้งค่าการ Tracking ตั้งแต่ต้น เช่น UTM, โค้ดส่วนลด, ลิงก์เฉพาะ, LINE tag ฯลฯ เพื่อให้เห็น Action ที่ชัดเจนมากขึ้น
ทำยังไงให้ไม่จ้าง Influencer ซ้ำกับคู่แข่ง?
ใช้แนวคิด Influencer Gap คือ แยก Must-win vs Blue-ocean แล้วหลีกเลี่ยงคนที่คู่แข่งใช้ซ้ำจนคนชิน แต่ถ้าต้องใช้คนเดียวกันจริง ให้เปลี่ยนมุมมอง รวมถึงรูปแบบคอนเทนต์ในการเล่า และกำหนดเงื่อนไขความใหม่ให้ต่างชัด
จ้างอินฟลูเอนเซอร์ราคาเท่าไหร่ในแต่ละแพลตฟอร์ม
จ้าง Influencer ราคาเท่าไหร่? ต้องบอกว่าในไทยปัจจุบันการเรตค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มที่เลือกใช้งาน และประเภทคอนเทนต์ที่ต้องการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงขนาดของผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์ โดยในแต่ละแพลตฟอร์มอาจมีราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้วแต่ปัจจัย เช่น
- จ้างอินฟลูเอนเซอร์ tiktok: ราคามักจะยืดหยุ่นที่สุด บางคนยอดฟอลน้อยแต่คลิปไวรัลบ่อยอาจเรียกราคาสูงกว่าตารางได้ แต่โดยเฉลี่ยถ้ารวมค่าโปรดักชันแล้วมักจะถูกกว่า YouTube
- จ้างอินฟลูเอนเซอร์ YouTube: ราคามักจะ สูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น 1.5 – 2 เท่า เพราะต้องใช้เวลาถ่ายทำ ตัดต่อนาน และคลิปอยู่ได้นาน (Search เจอได้ตลอด)
- จ้างอินฟลูเอนเซอร์ Facebook หรือ Instagram: ราคามาตรฐานตามตาราง มักคิดราคาแยกกันระหว่าง Photo Album ที่ราคาถูกกว่า กับ Reels ที่มีราคาแพงกว่า




