Campaign Strategy เป็นส่วนสำคัญของการวางแผนแคมเปญการตลาดให้สร้างผลลัพธ์ได้จริง เพราะหลายแบรนด์แม้จะมีไอเดียหรือครีเอทีฟที่แข็งแรง แต่เมื่อแคมเปญเริ่มทำงานจริงกลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวังได้
หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการทำแคมเปญโดยไม่มี Campaign Strategy ที่ชัดเจน ทั้งด้านเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย ช่องทางสื่อสารและการวัดผล ส่งผลให้หลังจบแคมเปญ แบรนด์เห็นเพียงข้อมูลตัวเลข แต่ไม่เข้าใจว่าผู้บริโภคตอบสนองต่อแคมเปญอย่างไร หรือควรปรับกลยุทธ์ส่วนไหนเพื่อให้แคมเปญครั้งถัดไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Key takeaway
- Campaign Strategy คือกระบวนการวางแผนแคมเปญให้มีเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย ช่องทางสื่อสาร และวิธีวัดผลที่ชัดเจน เพื่อให้แคมเปญสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
- การวัดผล Campaign Strategy ควรดูมากกว่า Reach หรือ Engagement แต่ควรวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Mention, Sentiment, Channel Performance และ Consumer Feedback เพื่อเข้าใจผลตอบรับของผู้บริโภคในหลายมิติ
- Campaign Analysis คือส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนา Campaign Strategy เพราะทำให้แบรนด์เห็นว่า Message ถูกเข้าใจหรือไม่ คอนเทนต์แบบไหนทำงานดี และข้อมูลใดควรถูกนำไปใช้ต่อยอดในแคมเปญถัดไป
Campaign Strategy คืออะไร?

Campaign Strategy คือแผนการวางกลยุทธ์ของแคมเปญที่กำหนดให้ชัดว่า แคมเปญนี้ทำไปเพื่ออะไร สื่อสารกับใคร อยากให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกหรือทำอะไร และจะวัดผลความสำเร็จจากข้อมูลแบบไหน โดยเป็นกรอบที่ช่วยให้ทุกกิจกรรมในแคมเปญเดินไปในทิศทางเดียวกัน
Campaign Strategy ต่างจาก Marketing Strategy อย่างไร?
ในภาพใหญ่ Campaign Strategy เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) ที่นำมาทำให้ “ใช้งานได้จริง” ในระดับแคมเปญ พูดง่าย ๆ คือ
- Marketing Strategy คือ “ทิศทางการตลาดทั้งหมดของแบรนด์”
- Campaign Strategy คือ “แผนลงมือทำในแต่ละแคมเปญ” ที่ช่วยให้ทิศทางนั้นเกิดขึ้นจริง
ตัวอย่างเช่น แบรนด์มี Marketing Strategy ที่ต้องการขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Gen ZCampaign Strategy อาจถูกออกแบบเป็นแคมเปญบน Social Media เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นการมีส่วนร่วม และเก็บฟีดแบ็คจากกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำไปปรับแผนต่อ
| หัวข้อ | Marketing Strategy | Campaign Strategy |
| เป้าหมาย | กำหนดทิศทางการตลาดของแบรนด์ในภาพรวม เช่น จะโตกับตลาดไหน ขายให้ใคร และต้องการสร้างภาพจำแบบใด | กำหนดแผนของแคมเปญหนึ่ง ๆ เช่น แคมเปญนี้ต้องการสร้าง Awareness, Engagement, Lead หรือ Conversion |
| ระยะเวลา | ใช้เป็นแผนระยะกลางถึงระยะยาว อาจครอบคลุมทั้งไตรมาส ครึ่งปี หรือทั้งปี | ใช้เป็นแผนระยะสั้นถึงกลาง ตามช่วงเวลาของแคมเปญ เช่น 1 สัปดาห์, 1 เดือน หรือช่วงปล่อยแคมเปญ |
| ขอบเขต | ครอบคลุมภาพรวมของตลาด แบรนด์ สินค้า กลุ่มเป้าหมาย คู่แข่ง และตำแหน่งทางการตลาด | ครอบคลุมรายละเอียดของแคมเปญ เช่น Objective, Target Audience, Key Message, Channel, Content, Media และ KPI |
| ตัวอย่าง | แบรนด์ต้องการขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Gen Z และสร้างภาพจำว่าเป็นแบรนด์ที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ | ทำแคมเปญเปิดตัวสินค้าใหม่บน social media โดยใช้ Influencer และวัดผลจาก Engagement, Mention และ Sentiment |
| วิธีวัดผล | วัดจากผลลัพธ์ระดับธุรกิจและแบรนด์ เช่น Market Share, Brand Awareness, Brand Health, Revenue หรือ Customer Growth | วัดจากผลลัพธ์ของแคมเปญ เช่น Reach, Engagement, Lead, Conversion, Mention, Sentiment และ Consumer Feedback |
การทำ Campaign Strategy สำคัญต่อการทำการตลาดอย่างไร?

เพราะการทำ Campaign Strategy จะช่วยให้แบรนด์วางแผนและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
1. ช่วยกำหนดทิศทางของแคมเปญให้ชัดเจน
Campaign Strategy ทำหน้าที่เป็นแผนที่ของแคมเปญ แบรนด์ต้องรู้ก่อนว่าแคมเปญนี้ต้องการไปทางไหน ใครคือกลุ่มเป้าหมาย ต้องการสื่อสารอะไร และอยากให้ผู้บริโภคทำอะไรหลังเห็นแคมเปญ เมื่อทิศทางชัด ทีม Marketing, Creative, Media และ Sales จะทำงานไปในเป้าหมายเดียวกัน
2. ทำให้การสื่อสารมีความสอดคล้องกันในทุกช่องทาง
หนึ่งแคมเปญมักสื่อสารผ่านหลายช่องทาง เช่น โซเชียลมีเดียSocial Media, โฆษณา, เว็บไซต์, อินฟลูเอนเซอร์ หรืออีเมล Campaign Strategy จะช่วยให้ทุกช่องทางเล่าเรื่องไปในทิศทางเดียวกัน แม้รูปแบบจะต่างกัน แต่ Message ยังเชื่อมโยงกันอยู่ ช่วยลดความสับสนและทำให้แบรนด์ถูกจดจำได้ชัดขึ้น
3. เพิ่มประสิทธิภาพของงบประมาณการตลาด
เพราะงบแคมเปญมีจำกัด Campaign Strategy จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรโฟกัสงบไปที่ช่องทางไหน คอนเทนต์แบบไหน หรือกลุ่มเป้าหมายใด ทำให้ลดการกระจายทรัพยากรโดยไม่จำเป็น และไปเน้นสิ่งที่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ได้จริงมากกว่า
4. ช่วยให้วัดผลและปรับกลยุทธ์ได้ง่ายขึ้น
Campaign Strategy ที่ดีต้องกำหนด KPI ตั้งแต่ต้น
- ถ้าเป้าหมายคือ Awareness แบรนด์อาจดู Reach, Impression หรือ Share of Voice
- ถ้าเป้าหมายคือ Engagement แบรนด์อาจดู Like, Comment, Share, Save หรือ Video View
- ถ้าเป้าหมายคือ Brand Health แบรนด์ควรดู Sentiment, Mention และ Customer Feedback
เมื่อกำหนดตัวชี้วัดชัด ทีมจะรู้ว่าควรติดตามผลลัพธ์แบบไหน และควรปรับแผนจากข้อมูลอะไร
5. ทำให้เข้าใจผู้บริโภคได้ลึกขึ้นผ่าน Insight
การทำ Campaign Strategy ที่ดีต้องเริ่มจากข้อมูลและอินไซต์ เพื่อให้เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายสนใจอะไร มีปัญหาอะไร ใช้ภาษายังไง และตอบสนองต่อคอนเทนต์แบบไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์ออกแบบแคมเปญได้ตรงกับพฤติกรรมจริงของผู้บริโภคมากขึ้น
Social Media มีบทบาทอย่างไรต่อ Campaign Strategy?

Social media มีบทบาทสำคัญต่อ Campaign Strategy เพราะเป็นทั้ง “ช่องทางสื่อสารแคมเปญ” และ “แหล่งข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค”
Social media ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เร็วขึ้น
แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Facebook, Instagram, X และ YouTube ช่วยให้แบรนด์ส่งแคมเปญไปถึงคนที่ “ใช่” ได้ตามความสนใจและพฤติกรรม
สิ่งสำคัญคือเลือกช่องทางให้ตรงกับพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่กระจายให้ครบทุกแพลตฟอร์ม
Social media ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมกับแคมเปญ
แคมเปญบน Social Media วัดผลได้มากกว่าจำนวนคนเห็น เพราะแบรนด์สามารถดูได้ว่าผู้บริโภคมีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์มากแค่ไหนผ่านข้อมูล เช่น
- ไลก์ (Like): ดูว่าคอนเทนต์ได้รับความสนใจเบื้องต้นมากแค่ไหน
- คอมเมนต์ (Comment): ดูว่าผู้บริโภคมีความคิดเห็น คำถาม หรือข้อสงสัยต่อแคมเปญอย่างไร
- แชร์ (Share): ดูว่าคอนเทนต์มีคุณค่าหรือน่าสนใจพอให้ผู้บริโภคส่งต่อหรือไม่
- เซฟ (Save): ดูว่าคอนเทนต์มีประโยชน์พอให้ผู้บริโภคเก็บไว้ดูซ้ำหรือไม่
- วิดีโอวิว (Video View): ดูว่าคอนเทนต์วิดีโอมีคนรับชมมากแค่ไหน
- คลิก (Click): ดูว่าคอนเทนต์กระตุ้นให้ผู้บริโภคไปต่อในขั้นตอนถัดไปได้หรือไม่
ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์เห็นว่าแคมเปญได้รับความสนใจแค่ไหน และคอนเทนต์แบบไหนทำให้คนอยากมีส่วนร่วมมากที่สุด
Social media ช่วยให้แบรนด์เห็นกระแสของแคมเปญระหว่างทาง
เมื่อแคมเปญเริ่มทำงาน แบรนด์สามารถเห็นได้ทันทีว่าโพสต์ไหนถูกพูดถึงมาก หรือประเด็นไหนกำลังเป็นกระแส ข้อมูลนี้ช่วยให้ปรับ Online Campaign Strategy ระหว่างทางได้ เช่น ขยายคอนเทนต์ที่ทำงานดี หรือแก้ข้อความที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด
Social media ช่วยสะท้อนความรู้สึกของผู้บริโภค
Comment, Quote, Share Caption และ Mention ช่วยให้แบรนด์เข้าใจว่าผู้บริโภคชอบ ไม่ชอบ สงสัย หรือมีข้อกังวลกับแคมเปญในเรื่องใด ข้อมูลเชิงความรู้สึกเหล่านี้สำคัญต่อการวาง Campaign Strategy เพราะตัวเลข Engagement อย่างเดียวอาจไม่พอ โพสต์หนึ่งอาจมี Engagement สูง แต่ความคิดเห็นอาจเป็นเชิงลบ แคมเปญหนึ่งอาจถูกพูดถึงเยอะ แต่ผู้บริโภคอาจไม่ได้เข้าใจ Message ตามที่แบรนด์ต้องการ
Social media ช่วยต่อยอดการวาง Online Campaign Strategy
อินไซต์จาก Social Media สามารถนำไปใช้ปรับได้ทั้ง ข้อความ (Message), ครีเอทีฟ (Creative), รูปแบบคอนเทนต์ (Content Format), งบประมาณ (Media Budget), ช่องทาง (Channe)l และ การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Selection)
ทำให้การวาง Online Campaign Strategy รอบถัดไปแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ Social Media ไม่ได้เป็นแค่ช่องทางปล่อยคอนเทนต์ แต่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญของการวาง Online Marketing และ Online Campaign Strategy
Campaign Strategy ที่ดีควรวัดผลอะไรบ้าง?
การวัดผลเป็นส่วนสำคัญของ Campaign Strategy เพราะช่วยให้แบรนด์รู้ว่าแคมเปญทำงานได้ตามเป้าหมายหรือไม่
| สิ่งที่ต้องวัด | ใช้ดูอะไร | ตัวอย่างข้อมูล |
| Engagement | ดูว่าคนมีปฏิสัมพันธ์กับแคมเปญมากแค่ไหน | Like, Comment, Share, View |
| Mention | ดูว่าคนพูดถึงแคมเปญเรื่องอะไรบ้าง | Campaign keyword, Brand mention, Hashtag |
| Sentiment | ดูว่าคนรู้สึกต่อแคมเปญในเชิงบวก กลาง หรือลบ | Positive, Neutral, Negative |
| Category | ดูว่าประเด็นไหนถูกพูดถึงมากที่สุดในแคมเปญ | โปรโมชัน, ครีเอทีฟ, อินฟลูเอนเซอร์, ราคา |
| Channel Performance | ดูว่าช่องทางไหนสร้างผลลัพธ์ได้ดีที่สุด | Facebook, TikTok, X, Instagram, YouTube |
| Consumer Feedback | ดูว่าผู้บริโภคชอบ กังวล หรือไม่พอใจเรื่องอะไร | ข้อชม ข้อกังวล คำถาม ข้อร้องเรียน |
| Recommendation | ดูว่าควรนำผลวิเคราะห์ไปปรับแผนส่วนไหนต่อ | Message, Creative, Influencer, Media |
ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์ไม่ต้องตัดสินใจจากความรู้สึกของทีมเพียงอย่างเดียว
เมื่อมีข้อมูลที่ชัด แบรนด์จะรู้ว่าแคมเปญส่วนไหนควรทำต่อ ส่วนไหนควรปรับ และบทเรียนไหนควรถูกนำไปใช้กับแคมเปญถัดไป
Campaign Analysis ช่วยให้ Campaign Strategy ดีขึ้นอย่างไร?

Campaign Analysis คือการวัดผลและวิเคราะห์ผลตอบรับของผู้บริโภคที่มีต่อแคมเปญ เพื่อดูว่าแคมเปญทำงานได้ดีแค่ไหน คนพูดถึงอะไร รู้สึกอย่างไร และควรปรับกลยุทธ์ต่ออย่างไร
- ถ้า Campaign Strategy คือแผนก่อนเริ่มแคมเปญ
- Campaign Analysis คือข้อมูลที่ช่วยตอบว่าแผนนั้นทำงานได้จริงหรือไม่
แบรนด์สามารถใช้ Campaign Analysis เพื่อดูว่า Key Message ถูกเข้าใจตามที่ตั้งใจหรือไม่ คอนเทนต์แบบไหนสร้างการมีส่วนร่วม ช่องทางไหนสร้างผลลัพธ์ และผู้บริโภคมี Feedback ต่อแคมเปญอย่างไร
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์ปรับ Campaign Strategy ได้แม่นขึ้น ทั้งระหว่างแคมเปญและหลังจบแคมเปญ
ใช้ Campaign Analysis เพื่อวางแคมเปญให้แม่นขึ้นด้วย Wisesight Research

การวาง Campaign Strategy ที่ดีไม่ควรจบแค่การปล่อยแคมเปญ แต่ควรมีการวิเคราะห์ผลลัพธ์หลังแคมเปญเริ่มทำงานจริง เพราะข้อมูลจากแคมเปญช่วยให้แบรนด์เห็นว่าผู้บริโภคสนใจอะไร คอนเทนต์แบบไหนสร้างการมีส่วนร่วม ช่องทางไหนทำงานได้ดี และประเด็นไหนควรนำไปใช้ต่อยอดในแคมเปญครั้งถัดไป
การทำ Campaign Analysis จึงเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนการตลาด เพราะช่วยให้ทีมไม่ได้ดูแค่ตัวเลข Performance แต่เห็นภาพรวมของผลตอบรับจากผู้บริโภคด้วย
สำหรับการวิเคราะห์แคมเปญบนโซเชียลมีเดีย แบรนด์ควรดูข้อมูลหลายมิติ เพื่อให้เข้าใจทั้งผลลัพธ์และเสียงของผู้บริโภค เช่น
- เอนเกจเมนต์ (Engagement): ดูว่าคอนเทนต์หรือโพสต์ไหนสร้างการมีส่วนร่วมได้ดี
- การกล่าวถึง (Mention): ดูว่าผู้บริโภคพูดถึงแคมเปญเรื่องอะไรบ้าง
- หมวดหมู่ (Category): แยกประเด็นที่ถูกพูดถึง เช่น โปรโมชัน ครีเอทีฟ อินฟลูเอนเซอร์ หรือราคา
- ความรู้สึก (Sentiment): ดูว่าผู้บริโภครู้สึกต่อแคมเปญในเชิงบวก กลาง หรือลบ
- ฟีดแบ็กจากผู้บริโภค (Consumer Feedback): สรุปว่าผู้บริโภคชอบ ไม่ชอบ กังวล หรือมีคำถามเรื่องอะไร
- คำแนะนำสำหรับการปรับแผน (Recommendation): นำผลวิเคราะห์ไปใช้ปรับ Campaign Strategy, Online Campaign Strategy, Marketing Strategy และการทำ Online Marketing ในอนาคต
เลือกช่วงเวลา Tracking ได้ตามจังหวะแคมเปญ
Wisesight Research ช่วยติดตามและวิเคราะห์ผลลัพธ์ของแคมเปญ (Campaign Performance) ได้ตามช่วงเวลาที่แบรนด์ต้องการ ตั้งแต่การดูผลแบบเร็วใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อเช็กทิศทางกระแสหลังปล่อยแคมเปญ ไปจนถึงการวิเคราะห์หลังผ่านไป 3 – 7 วัน เพื่อดูว่าคอนเทนต์เริ่มทำงานอย่างไร ผู้บริโภคพูดถึงอะไร และกระแสกำลังไปในทิศทางไหน รวมถึงการสรุปผลตลอดระยะเวลาในการทำแคมเปญ (Campaign Period) เพื่อประเมินภาพรวมของแคมเปญตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
จัดข้อมูล 100% เพื่อแยกประเด็นและ Sentiment
จุดเด่นของรายงาน Campaign Analysis คือการจัดข้อมูลที่เก็บเข้ามาแบบ 100% โดยแยกทั้ง “ประเด็นที่ถูกพูดถึง” และ “Sentiment” ของแต่ละประเด็นอย่างชัดเจน ทำให้แบรนด์วิเคราะห์ได้ละเอียดกว่าการดูตัวเลขรวมเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถเห็นได้ว่าผู้บริโภคกำลังพูดถึงแคมเปญในเรื่องใด เช่น โปรโมชัน, ครีเอทีฟ, อินฟลูเอนเซอร์, ราคา, ช่องทางซื้อ หรือประสบการณ์ต่อแบรนด์ ช่วยให้เข้าใจ Feedback ได้ลึกขึ้น วิเคราะห์ทิศทางกระแสได้แม่นขึ้น และลดการตีความจากข้อมูลภาพรวมเพียงมิติเดียว
วิเคราะห์ Engagement จาก Owned, Earned และ Paid Media
รายงาน Campaign Analysis จะวิเคราะห์ผลลัพธ์ในมุม Engagement เพื่อดูว่าแคมเปญสร้างการมีส่วนร่วมได้มากแค่ไหน โดยดูจากข้อมูลหลัก เช่น
- Owned Media: คอนเทนต์จากช่องทางของแบรนด์เอง
- Earned Media: คอนเทนต์หรือการพูดถึงที่เกิดจากผู้บริโภค สื่อ หรือบุคคลอื่น
- Paid Media: ข้อมูลโพสต์หรือสื่อที่แบรนด์นำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์เพิ่มเติม
มุมนี้ช่วยให้แบรนด์เห็นว่าโพสต์ไหนทำงานดี ช่องทางไหนสร้างผลตอบรับ และคอนเทนต์แบบไหนควรถูกนำไปต่อยอด
สรุป Consumer Feedback เพื่อใช้ปรับแคมเปญต่อ
Campaign Analysis ช่วยให้แบรนด์นำผลตอบรับและความรู้สึกของผู้บริโภคมาวิเคราะห์ต่อได้ชัดขึ้น โดยดูจากข้อมูล เช่น
- ผู้บริโภคชอบแคมเปญในประเด็นใด
- ผู้บริโภคไม่พอใจหรือมีข้อกังวลเรื่องอะไร
- มีคำถามหรือข้อสงสัยใดเกิดขึ้นบ่อย
- มีประเด็นใดที่ควรนำไปปรับปรุงในแคมเปญถัดไป
- หากแคมเปญใช้อินฟลูเอนเซอร์ ผู้บริโภคตอบสนองต่ออินฟลูเอนเซอร์คนนั้นอย่างไร
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยประกอบการตัดสินใจในการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ ปรับครีเอทีฟ, เปลี่ยน Message หรือวางแผนการทำคอนเทนต์ของแคมเปญถัดไป
Campaign Strategy ที่ดีต้องวางแผนและวิเคราะห์ผลตอบรับไปพร้อมกัน

Campaign strategy ที่ดีไม่ได้จบที่การวางแผนหรือ Media Plan ซึ่งแคมเปญที่ดีต้องวัดผลได้ว่าผู้บริโภคตอบสนองต่อแคมเปญอย่างไรด้วยวิธีการเหล่านี้
- การวิเคราะห์ Engagement ช่วยให้เห็นว่าแคมเปญสร้างปฏิสัมพันธ์ได้มากแค่ไหน
- การวิเคราะห์ Mention และ Sentiment ช่วยให้เห็นว่าผู้บริโภคพูดถึงแคมเปญในมุมไหน และรู้สึกอย่างไร
- การวิเคราะห์ Category ช่วยให้แบรนด์รู้ว่าประเด็นไหนขับเคลื่อนผลลัพธ์ของแคมเปญ
- การมี Recommendation ช่วยให้ทีมไม่หยุดที่การสรุปผล แต่สามารถนำข้อมูลไปใช้ปรับกลยุทธ์ต่อได้
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการทำ Online marketing ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การวัดผลจากเสียงผู้บริโภคจริงคือส่วนสำคัญที่ช่วยให้แคมเปญครั้งถัดไปไม่เริ่มจากการเดา แต่เริ่มจาก Insight ที่นำไปใช้ได้จริง

FAQ
1. แบรนด์ควรปรับ Campaign Strategy ระหว่างแคมเปญหรือหลังจบแคมเปญ?
ทำได้ทั้งสองช่วง โดยการติดตามผลระหว่างแคมเปญช่วยให้แบรนด์ปรับ Message, Content หรือ Media ได้ทันต่อกระแส ส่วนการวิเคราะห์หลังจบแคมเปญช่วยสรุปบทเรียนและนำ Insight ไปใช้กับแผนครั้งถัดไป
2. ถ้าแคมเปญถูกพูดถึงเยอะ แต่ Sentiment เป็นลบ ควรทำอย่างไร?
แบรนด์ควรวิเคราะห์ก่อนว่าความคิดเห็นเชิงลบเกิดจากอะไร เช่น Message ไม่ชัดเจน ครีเอทีฟไม่ตรงความคาดหวัง อินฟลูเอนเซอร์ไม่เหมาะสม หรือมีประเด็นด้านราคาและประสบการณ์ผู้บริโภค จากนั้นจึงปรับกลยุทธ์ให้ตรงกับต้นเหตุของปัญหา
3. การใช้ Influencer มีผลต่อ Campaign Strategy อย่างไร?
Influencer สามารถส่งผลต่อทั้งการเข้าถึง การมีส่วนร่วม และภาพลักษณ์ของแคมเปญ การเลือก Influencer จึงไม่ควรดูแค่จำนวนผู้ติดตาม แต่ควรพิจารณาความสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย Tone of Voice และผลตอบรับของผู้บริโภคต่ออินฟลูเอนเซอร์คนนั้นด้วย




