สารบัญ

สวัสดีทุกคน วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับน้องอายและน้องจ๋อมแจ๋ม นักศึกษาฝึกงานคนเก่งจากทีม Legal การฝึกงานสายกฎหมายในบริษัท data จะเป็นยังไง ติดตามจากบทสัมภาษณ์นี้ได้เลย

มาฝึกงานที่ไวซ์ไซท์ได้ยังไง สมัครมาผ่านช่องทางไหน

อาย : คณะเรามีวิชาฝึกงานตอนปี 4 ถ้าไม่ฝึกงาน ไม่ผ่าน ไม่จบ!!!  แล้วเราบังเอิญไปเจอ post ประกาศหา legal Intern ของไวซ์ไซท์ ด้วยความที่เราเป็นติ่ง 4eve แล้วสาว ๆ เคยได้รางวัลจากงาน Thailand Social Award (TSA) ที่ไวซ์ไซท์จัด เราเลยยื่น resume ผ่านอีเมล์ career@wisesight.com ไปแบบไม่ลังเล 555555  ยื่นไปตอนเช้า ตอนเย็นพี่เค้าก็โทรมาเรียกสัมภาษณ์เลย หลังสัมฯ ไม่ถึง 3 วันก็มีพี่ ๆ โทรมาบอกว่าผ่านค่ะ

จ๋อมแจ๋ม : เริ่มต้นเลยคือเราอยากหาที่ฝึกงาน เพราะอยากเรียนรู้งานกฎหมายในสายเอกชน แล้วช่วงนั้นรุ่นพี่ที่รู้จักแนะนำบริษัทไวซ์ไซท์มา ก็เลยลองหาข้อมูลดู เห็นว่าเป็นบริษัทที่น่าสนใจ แล้วก็รู้สึกว่าสายงาน data ท้าทายตัวเองดี ก็เลยยื่น resume ผ่านเว็บ https://www.careers-page.com/wisesight ไป หลังจากนั้นทางบริษัทก็ติดต่อเข้ามานัดวันสัมภาษณ์ ตอนสัมภาษณ์ก็ตื่นเต้นแล้วก็สนุกดี พี่ ๆ ในทีมสัมภาษณ์เป็นกันเองมาก เราไม่รู้สึกเกร็งเลย ตอบคำถามสัมภาษณ์ไปแบบเป็นตัวเองสุด ๆ 5555555

มาฝึกงานตำแหน่งอะไร แล้วแต่ละคนเรียนคณะ/สาขาอะไรมา

อาย : เราฝึกงานตำแหน่ง legal Intern ซึ่งอยู่ภายใต้ office management and support team หรือ admin ค่ะ ตอนนี้เราเรียนอยู่ที่คณะสังคมศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ ที่มศว (หลายคนอาจจะสงสัยว่า มศว มีนิติฯ ด้วยหรอ มันมีนะทุกคนนน) ที่สาขาเราไม่มีแยกเอก แล้วเราก็ไม่ได้เน้นลงพวกวิชากฎหมายเอกชนด้วย มาเรียนรู้จากที่นี่เลย 

จ๋อมแจ๋ม : เราก็เป็น  legal Intern เหมือนกับอาย และเนื่องจากตำแหน่งที่เราทำอยู่ภายใต้ทีม admin ดังนั้นเราก็จะได้ทำงานร่วมกับพี่ ๆ admin และได้เรียนรู้งานด้านการบริหารจัดการด้วย ส่วนเรื่องเรียน เรามาจากคณะนิติศาสตร์ มอ. ไม่ได้มีเอกหรือสาขาเหมือนกัน แต่เราเคยลงตัวกฎหมายเอกชนนอกเหนือจากวิชาบังคับมาบ้าง 

ตอนฝึกงานได้ทำอะไรบ้าง

อาย : การทำงานส่วนใหญ่จะเป็นการร่างสัญญา, รีวิวสัญญาภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษบ้าง, ตรวจเอกสาร เช็กคำผิดในเอกสารสัญญาต่าง ๆ, จ่ายอากรแสตมป์ และ ช่วยพี่ senior ในการ หาข้อมูลเกี่ยวกับข้อกฎหมายในบางเรื่อง ขอบเขตในการทำงานก็จะได้รู้ทั้งกฎหมายที่เคยเรียนและไม่เคยเรียนเลย หลัก ๆ กฎหมายที่ได้ใช้ก็จะมีเอกเทศสัญญา (เช่าซื้อ, ซื้อขาย, จ้างทำของ) กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ และอย่างที่บอกว่า legal ที่นี่จะอยู่ภายใต้ทีม office management and support การทำงานก็จะไม่ได้มีแค่งานกฎหมายอย่างเดียวค่ะ เราก็จะต้องช่วยงานทางฝั่งพี่ ๆ admin ด้วย เช่น เตรียมเอกสารสำคัญต่าง ๆ ของบริษัท, ช่วย support พี่ ๆ เวลามีกิจกรรมหรืออีเว้นท์ภายในบริษัท รับโทรศัพท์ส่วนกลางและคอยประสานงานต่อให้พี่ ๆ แต่ละแผนก 

จ๋อมแจ๋ม : ด้วยความที่เป็น legal Intern ในบริษัท data ก็จะมีงานหลัก ๆ เกี่ยวกับสัญญาเป็นส่วนใหญ่ กฎหมายที่เราได้ใช้ทำงานจะมีทั้งกฎหมายที่เราเคยเรียนตอนอยู่มหาลัยแล้วก็มีกฎหมายที่ไม่เคยเรียนด้วย เช่น พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กับ สัญญาไม่เปิดเผยความลับ ตอนเรียนคือไม่เคยได้แตะเลย พอมาทำงานที่นี่เลยได้เรียนรู้เรื่องนี้มากขึ้น แล้วก็พวกโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการทำหรือจัดเก็บสัญญา พอมาทำงานจริง ๆ มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรได้เยอะมาก ถือเป็นการพัฒนาสกิลตัวเองแล้วก็ท้าทายตัวเองไปในตัว นอกจากนี้เรายังได้ทำเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวกับ data,  website และ Ai algorithm ซึ่งเป็นเรื่องใหม่และใกล้ตัวเรามาก ๆ  พอได้ทำก็เหมือนกับเราได้ศึกษาเรื่องเหล่านี้ไปในตัวด้วย ส่วนนอกจากทำงานกฎหาย เราก็ช่วยพี่ ๆ admin ในการทำหนังสือสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบริษัท แล้วก็ได้เรียนรู้ระบบการทำงานต่าง ๆ ในองค์กร

การทำงาน Legal ในบริษัทสาย Data พิเศษหรือแตกต่างกับบริษัทอื่นยังไง

อาย : ด้วยความที่ทำงานในบริษัท Inhouse งานที่ได้ทำส่วนใหญ่ก็จะเป็นการทำเอกสารภายในและสัญญาต่าง ๆ ทั้งหมด จะไม่ได้มีเคสที่หลากหลายเหมือน law firm (ไม่ได้มีการเขียนคำร้อง คำฟ้อง หรือไปศาล) แต่ความยากของการทำ inhouse สำหรับเราคือต้องเข้าใจองค์กร เข้าใจ product ขององค์กรในระดับหนึ่ง เพราะถ้าเราไม่เข้าใจ product เวลาทำสัญญาก็จะไม่รู้ว่าจะเขียนออกมาในแนวทางไหน ต้องนำกฎหมายข้อไหนมาปรับใช้ในสัญญานั้น ตอนเข้ามาทำแรก ๆ เรางงมากกกกก พี่ ๆ ก็คือเปิดคอร์สสอนยกใหญ่เลย 555555 เราว่าการมาทำงานในบริษัทสาย data เหมือนบังคับกลาย ๆ ให้เราเก่งคอมฯ เราได้รู้วิธีการใช้ tools ในโปรแกรมต่าง ๆ เยอะมาก ๆ รู้ว่า Microsoft Words มันสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด แล้วก็ได้ใช้โปรแกรมใน Google apps เยอะขึ้น เพราะที่นี่จะใช้ Google ในการทำงานเป็นหลัก

จ๋อมแจ๋ม : มีความแตกต่างในหลาย ๆ อย่าง ด้วยความที่เป็นสาย data ส่วนมากจึงต้องใช้กฎหมายเกี่ยวกับด้านนี้ เช่น กฎหมาย PDPA  หรือกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับซอฟแวร์ เป็นต้น ซึ่งอาจจะแตกต่างจากกฎหมายในสายอื่น ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เข้ามาเราไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับซอฟแวร์เลย แบบว่าเป็น 0 แต่พอได้เข้ามาฝึกงานที่นี่ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับสาย data มากยิ่งขึ้น แล้วก็ยังได้ฝึกการใช้โปรแกรมต่าง ๆ ในการทำสัญญาอีก ตอนแรกอาจจะงง ๆ หน่อย แต่พอได้ทำบ่อยขึ้น ก็เริ่มเข้าใจและทำได้คล่องขึ้น

ฝึกงานที่นี้ได้พัฒนาอะไรในตัวเองบ้าง

อาย : สิ่งที่เราคิดว่าพัฒนามากที่สุดเลยคือความเข้าใจและการปรับใช้ข้อกฎหมายในการทำสัญญา เพราะเราไม่เคยฝึกงานที่ไหนมาก่อน ไม่เคยดูหรือจับสัญญาจริง ๆ การมาฝึกงานที่นี่ทำให้เข้าใจและมองเห็นภาพมากขึ้นว่ากฎหมายบางข้อถ้านำมาใช้ในสัญญาจะออกมาเป็นแบบไหน แล้วก็ได้พัฒนาเรื่องความรอบคอบมากขึ้น ตรวจเช็ค ตรวจทานเอกสารทุกจุดว่ามีจุดไหนที่ตกหล่นไปมั้ย อีกอย่างคือได้สกิลในการเข้าสังคม ฝึกพูดให้ตรงประเด็น กระชับ กับพี่ ๆ ทีมอื่นที่ต้องประสานงานกันเรื่องสัญญา เพราะเขาไม่ได้เรียนกฎหมายมาหรือมีเวลาฟังเราพูดเรื่องข้อกฎหมายนาน ๆ  แล้วก็อย่างที่เราบอกไปว่าสำหรับเราการมาฝึกงานในบริษัท data มันค่อนข้างต้อง push ตัวเองในเรื่องการใช้โปรแกรมด้วย นอกจากจะได้ความรู้เรื่องกฎหมายแล้วยังได้ความรู้เรื่องโปรแกรมต่าง ๆ กลับบ้านไปแบบเต็ม max 

จ๋อมแจ๋ม : ได้พัฒนาหลายอย่างเลย ทั้งในเรื่องกฎหมายและการทำงานขององค์กร เช่น ในเรื่องกฎหมาย เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมาย PDPA ซึ่งถือว่าใหม่สำหรับเรามาก แล้วก็การร่างสัญญา มันมีทักษะอะไรที่ต้องใช้ทักษะมากกว่าสิ่งที่เราเรียนในมหาลัยเยอะเลย เราโชคดีที่พี่ในทีมที่ขยันสอนให้ความรู้มาก ๆ ทำให้เราไม่ต้องนั่งงมเองแล้วก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างที่การเรียนการสอนในมหาลัยคงให้ไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับทีมอื่น ๆ ในองค์กรและการประสานงาน ลูกค้าต้องการแบบนี้ ทีมดูแลลูกค้ามีข้อกังวลแบบนี้ แล้วเราในฐานะ legal จะให้คำแนะนำหรือร่างสัญญาออกมายังไงให้ตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนที่สุดโดยยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ส่วนในเรื่องโปรแกรมที่ใช้ในการทำงาน เราได้รู้จักโปรแกรมใหม่ ๆ หลายโปรแกรมและมันทำให้เราทำงาน operation ได้สะดวกและเป็นระบบมากขึ้นมาก เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตสุด ๆ 

อะไรที่คิดว่าไม่น่าจะได้จากการเรียนในมหาลัย แต่ได้จากการฝึกงานที่นี่

อาย : ได้เรียนรู้ชีวิตในการทำงานจริง ๆ ค่ะ ตอนเราเรียนมหาลัยเวลาทำงานพลาดหรือสอบได้คะแนนไม่ได้ตามที่หวังสิ่งที่ตามมาก็จะเป็นความผิดหวังกับตัวเองคนเดียว แต่พอมาทำงานจริงถ้าเราทำงานพลาดมันก็อาจจะส่งผลกระทบต่อคนอื่นด้วย แล้วยิ่งเป็นงานกฎหมายด้วย มันทำให้เรามีความรับผิดชอบและรอบคอบมากขึ้น แต่เราโชคดีด้วยค่ะที่ได้ทำงานที่นี่ พี่ ๆ ในทีมจะบอกเราเสมอว่าที่นี่เค้าค่อนข้าง appreciate ในการทำงานพลาด เพราะคนเราจะเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดเสมอ 

จ๋อมแจ๋ม : ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานในองค์กรเยอะขึ้นมาก ๆ เลย ซึ่งในตรงนี้หาประสบการณ์ไม่ได้ในรั้วมหาลัยแน่นอน อีกทั้งการใช้ทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสาย Inhouse ทำให้เราเรียนรู้ทักษะ โปรแกรม การทำงานต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เราว่าในอนาคตสามารถนำมาใช้ในการทำงานได้แน่นอน

Culture ของที่นี่เป็นยังไงบ้าง

อาย : เราคิดว่าที่นี่ค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่อง relationship ไม่ใช่แค่ภายในทีม แต่กับคนนอกทีมด้วย ตอนเข้ามาทำงานแรก ๆ ที่บริษัทจะจัดกิจกรรม Quest ให้พนักงานใหม่เข้า รวมถึงเด็กฝึกงานด้วย มันเป็นกิจกรรมที่ให้เราได้รู้จักฝ่ายอื่น ๆ ในไวซ์ไซท์ว่าเค้าทำอะไรกันบ้าง พี่ ๆ ในฝ่ายนั้น ๆ มีใครบ้าง ได้แนะนำตัวให้พี่ ๆ ที่เป็นหัวหน้าทีมของแต่ละฝ่ายรู้จัก แล้วเวลาเรามีปัญหาเรื่องงานเราก็จะรู้ว่าควรไปขอความช่วยเหลือจากพี่ ๆ คนไหน

จ๋อมแจ๋ม : ก่อนเข้ามาฝึกงานเราก็ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับ culture ที่นี่มาบ้าง ซึ่งที่เรายื่นมาที่นี่ก็เพราะ culture ที่นี่น่าสนใจ ดูเป็น flat organization ที่มีคนรุ่นใหม่เยอะ และองค์กรดูให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตในบริษัทของพนักงาน พอเข้ามาทำจริง ๆ ก็รู้สึกว่าที่องค์กรขายไว้ไม่เกินจริงนะ  ที่นี่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับ work-life integration เราเข้าออฟฟิศและทำงานตามวันและเวลาตามที่ตกลงกับทีม นอกจากนี้ก็มีกิจกรรม training เพิ่มทักษะของพนักงาน หลายหัวข้อน่าสนใจมาก ๆ เช่น Agile workshop หรือ talent dynamics  (ซึ่ง Intern ก็สามารถเข้าร่วมได้ด้วย) 

สิ่งที่ประทับใจใน Wisesight

อาย : ประทับใจหลายเรื่องมากกกก ถ้าระดับบุคคลเราชอบเรื่อง casual dresscode มาก ที่นี่ไม่ได้ fix เรื่องการแต่งตัวมาก ก็คือแต่งชิล ๆ มาทำงานได้เลย ในระดับองค์กรก็มีกิจกรรม townhall ทุกเดือน บางเดือนผู้บริหารก็จะมาพูดเกี่ยวกับ direction เราก็ได้รู้ว่าองค์กรกำลังเดินไปทางไหน ส่วนบางเดือนก็มีกิจกรรมเกมสนุก ๆ ให้เล่นด้วยกัน อีกอย่างที่รักสุด ๆ คือ มีนวดฟรีทุกวันอังคารกับพฤหัส ถูกใจชาวออฟฟิศซินโดรมแบบเรามาก นอกจากนี้ก็มีบอร์ดเกมส์ให้เล่น มีโต๊ะปิงปอง โต๊ะสนุ๊ก มีสวัสดิการไอติมและเครื่องดื่มราคาพนักงาน ก็คือเรียกได้ว่าประทับใจทุกอย่าง 55555555

จ๋อมแจ๋ม : เห็นด้วยกับอายทุกประการ เรารู้สึกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับพนักงานจริง ๆ คือพนักงานอยู่ที่ออฟฟิศในแต่ละวันนานกว่าที่บ้าน ซึ่งไวซ์ไซท์ใส่ใจในการทำให้บรรยากาศในการทำงานเป็นอะไรที่โอเค ตั้งแต่ความเป็นกันเองของผู้คนไปจนถึงการมีสวัสดิการหลาย ๆ อย่างแบบที่อายเล่าไป

โปรเจคที่ได้ทำแล้วประทับใจ 

อาย & จ๋อมแจ๋ม : จริง ๆ พวกเรามีที่อยากเล่า 2 โปรเจค 

โปรเจคแรกเป็นโปรเจคเกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรใน software ก็คือมหาลัยพวกเราเค้าให้ทำโปรเจคจบพอดี เราทำอันนี้ส่งมหาลัยไปเลยด้วย ที่เราประทับใจเพราะเรารู้สึกว่ามันยาก มันท้าทายดี 555555 แล้วก็ได้รู้อะไรหลายอย่างมาก ๆ จาการพยายามหาข้อมูล ตั้งแต่เรื่องโครงสร้างซอฟต์แวร์คืออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง ศัพท์วิศวะมาเต็มสุด ๆ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกสนุกดี ตอนเอาไปพรีเซนต์ให้อาจารย์ฟังแล้วผลลัพธ์ออกมาดีก็เลยยิ่งดีใจ 

อีกโปรเจคนึงคือพวกเราได้มีโอกาสไปช่วยงาน TSA อย่างที่บอกไปว่าเรา (อาย) รู้จักไวซ์ไซท์ เพราะ 4eve เคยได้รางวัลในงานนี้ เราได้เห็นกระบวนการของการจัดงาน  ได้เห็นว่าพี่ ๆ ทุกคนตั้งใจกับงานนี้กันมาก ๆ เลยประทับใจ แล้วก็ขอบคุณที่พี่ ๆ ให้โอกาสเราได้เป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ด้วย (ที่สำคัญคือได้เจอ 4eve เลยประทับใจขึ้นไปอีกกก)

ฝากอะไรกับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้หน่อย

อาย : สำหรับใครที่ลังเลอยู่ว่าจะฝึกงานดีมั้ย ไม่ต้องลังเลแล้วเลือกไปฝึกงานเลย! ฝึกงานแล้วก็ได้ประสบการณ์กลับไปมากกว่าที่คิดจริง ๆ อยากให้หาคาแรคเตอร์บริษัทที่เข้ากับตัวเองดู แล้วก็การมาฝึกงานที่นี่ก็ทำให้รู้ว่านักกฎหมายก็สามารถทำงานในบริษัทสาย data ได้เหมือนกัน

จ๋อมแจ๋ม : อยากแนะนำคนที่กำลังหาที่ฝึกงานหรือที่สนใจที่นี่ เราว่าที่นี่เป็นตัวเลือกที่ดีในการฝึกงานหาประสบการณ์ที่แตกต่างในสายกฎหมาย ประสบการณ์ที่จะได้จากที่นี่ไม่มีในรั้วมหาลัยแน่นอน 🙂