ปัจจุบันการทำ Content Marketing เป็นสิ่งที่ธุรกิจขาดไม่ได้ นั่นก็เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การแข่งขันระหว่างธุรกิจสูงขึ้น ช่องทางการสื่อสารมีหลากหลาย ดังนั้นถ้าธุรกิจของคุณต้องการดึงดูดผู้คนให้มาสนใจ การทำ Content Marketing คือสิ่งพื้นฐานในการทำการตลาดในโลกปัจจุบัน

แต่การทำ Content Marketing ให้ดีหรือเป็นกระแสจนสามารถทำให้ผู้คนจดจำแบรนด์ได้นั้นเป็นเรื่องท้าทาย ที่หลายธุรกิจต้องหาวิธีฝ่าฟันเพื่อแทรกเข้าไปในสายตาของผู้บริโภค

ถ้าคุณอยากทำให้ธุรกิจทำ Content Marketing ให้โดนใจจนส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อธุรกิจ ตามไปอ่านเนื้อหาที่คุณไม่ควรพลาดกันต่อได้เลย

สารบัญ

เจาะ 3 Content Marketing Frameworks ที่สามารถนำไปใช้ได้ในทันที

ถ้าคุณกำลังเริ่มทำ Content Marketing แล้วจับทางไม่ถูกว่าจะต้องเริ่มต้นทำอย่างไร การมี Framework ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีจะทำให้คุณไม่เดินหลงทางแน่นอน ตามไปดู 3 Content Marketing Frameworks ได้เลย

1. The Hedgehog Concept

ที่มาภาพ: https://www.impactplus.com/blog/top-content-marketing-frameworks

Hedgehog Concept เป็น Framework ที่มาจากหนังสือ Good to Great โดย Jim Collins ซึ่งมีแนวคิดคือ การค้นหาสิ่งที่คุณเก่งที่สุดและทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่สิ่งนั้น

ดังคำกล่าวที่ว่า “อย่าพยายามทำตัวเป็นคนเก่งไปหมดทุกเรื่อง แต่จงเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งเดียว”

หากคุณสามารถค้นหา “สิ่งที่คุณหลงใหล” “สิ่งที่ขับเคลื่อนกลไกทางเศรษฐกิจของคุณ” และ “สิ่งที่คุณเก่งที่สุด” ทับซ้อนกัน แสดงว่าคุณได้พบเม่นน้อยของคุณหรือนั่นก็คือสิ่งที่จะทำให้คุณเหนือกว่าใครๆ นั่นเอง

ที่มาภาพ: https://buffer.com/resources/content-marketing-frameworks/

แต่ Buffer ได้มีการนำ Framework มาปรับเพื่อทำให้เหมาะกับการทำ Content Marketing โดยให้คุณตามหา 

  • สิ่งที่คุณชอบเขียน
  • จุดแข็งที่สามารถยกระดับให้แข็งแกร่งขึ้นได้
  • สิ่งไหนที่สามารถดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจแบรนด์ได้

ถ้าคุณสามารถหา 3 สิ่งนี้ร่วมกันได้แล้วนำมาพัฒนาในการทำคอนเทนต์ก็จะทำให้แบรนด์ของคุณสร้างจุดที่ดึงดูดลูกค้าได้จริง

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำคอนเทนต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแบรนด์คุณเลย แต่คอนเทนต์นั้นได้รับกระแสที่ดี แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือคนรับรู้แค่คอนเทนต์นั้น แต่ไม่ได้รู้จักแบรนด์คุณหรือเข้ามาสนใจสินค้าของคุณเลย นั่นเท่ากับว่าคอนเทนต์นั้นอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

ถ้าคุณอยากให้คอนเทนต์คุณประสบความสำเร็จทางธุรกิจ คุณต้องเขียนคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ตัวเอง พร้อมชูจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่ง แต่ในขณะเดียวกันต้องดึงดูดลูกค้าเข้ามาได้ เท่านี้ผู้คนก็จะสนใจและรู้จักแบรนด์ของคุณ และผันตัวไปเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการของคุณนั่นเอง

2. Tofu-Mofu-Bofu

Tofu-Mofu-Bofu เป็น Content Marketing Framework ที่เปรียบเสมือน Sales Funnel โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

  1. Tofu (Top of the Funnel): เป็นการดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่รู้จักแบรนด์หรือสินค้าของคุณ มุ่งเน้นการสร้างเนื้อหาที่ให้ความรู้ สร้างความน่าสนใจ ดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามา เช่น การเขียนบทความ How-to, วิดีโอที่เล่าประสบการณ์
  1. Mofu (Middle of the Funnel): เป็นการสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) กับกลุ่มเป้าหมายที่เริ่มสนใจแบรนด์หรือสินค้าของคุณ มุ่งเน้นการสร้างเนื้อหาที่เจาะลึก นำเสนอ Solution ตอบโจทย์ปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย เช่น คอนเทนต์ที่เจาะจงบอกเลยว่าแบรนด์ของคุณเด่นอะไร ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างไรบ้าง และอะไรที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด เพื่อโน้มน้าวให้กลุ่มเป้าหมายสนใจคุณ
  1. Bofu (Bottom of the Funnel): เป็นการกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อ มุ่งเน้นการสร้างเนื้อหาที่โน้มน้าวใจ เช่น รีวิวสินค้า เปรียบเทียบสินค้า และโปรโมชั่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อได้เร็วมากยิ่งขึ้น

3. Content Operations Framework

Content Operations Framework เป็นแนวทางที่ครอบคลุมภาพรวมหรือภาพใหญ่ของการทำ Content Marketing ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยทำให้โครงสร้างธุรกิจของคุณมีพื้นฐานในการทำคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพ เพราะถ้าพื้นฐานหรือโครงสร้างไม่แข็งแรงตั้งแต่แรกเริ่ม นั่นก็อาจทำให้คุณไม่สามารถผลิตคอนเทนต์ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจได้

โดย Content Operations Framework นี้มาจาก Content Marketing Institute เว็บไซต์ความรู้ด้าน Content Marketing ซึ่ง Framework นี้มี 7 ขั้นตอน คือ

  1. กำหนดวัตถุประสงค์: เริ่มต้นด้วยการหาเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องทำคอนเทนต์ สิ่งนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคอนเทนต์ของคุณ
  2. กำหนดเป้าหมายของคอนเทนต์: เมื่อคุณรู้ว่าทำไมถึงต้องทำแล้ว สิ่งต่อมาคือการกำหนดเป้าหมายของคอนเทนต์ว่า คุณต้องการทำคอนเทนต์นี้เพื่ออะไร เช่น สร้างการรับรู้ (Brand Awareness) หรือสร้างโอกาสในการขาย เป็นต้น
  3. ติดตามผลลัพธ์: การติดตามผลลัพธ์ว่าสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่เป็นประจำจะทำให้คุณรู้ว่าสิ่งที่คุณลงมือลงแรงไปสำเร็จตามที่คาดหวังหรือไม่ ซึ่งถ้าคุณไม่ได้ติดตามผลลัพธ์เลยอาจจะทำให้คุณไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Content Marketing ของคุณไม่สำเร็จ
  4. สร้างและจัดระเบียบทีม: การแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนว่าใครทำอะไร? ให้แน่ใจว่าบทบาทหน้าที่ชัดเจนและถูกกำหนดไว้อย่างดี และพิจารณาความสามารถในการแบ่งเบาภาระของทีม เพราะถ้าโครงสร้างการทำงานของทีม Content Marketing ไม่มีประสิทธิภาพ สิ่งนี้จะส่งผลต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจแน่นอน
  5. จัดลำดับในทีม: กำหนดผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในลำดับสุดท้ายได้ ผู้ที่สามารถช่วยทำให้ทีมเข้าใจตรงกันในเรื่องของเป้าหมาย ไปจนถึงการผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีของธุรกิจ 
  6. สร้างกระบวนการและ Workflow ที่มีประสิทธิภาพ: วางขั้นตอนและกระบวนการให้ชัดเจนตั้งแต่การผลิตคอนเทนต์ตั้งแต่ต้นจนจบ 
  7. เลือกใช้ Tech Stack ที่เหมาะสม: เพื่อให้ทีม Content Marketing สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

5 Content Marketing Trends 2024 เทรนด์น่าจับตามองที่ไม่ควรพลาด

การจะทำการตลาดให้ไม่ตกเทรนด์ นักการตลาดต้องจับตามองเทรนด์การทำ Content Marketing ไว้ให้ดีทุกๆ ปี เพราะเทรนด์มักจะเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของผู้คนอยู่เสมอ 

ตามไปอ่าน 5 Content Marketing Trends 2024 ที่นักการตลาดต้องอัปเดตก่อนจะช้าเกินไปได้เลย!

1. AI คือเครื่องมือซัพพอร์ตนักการตลาด

เมื่อเครื่องมือ AI เข้ามาเป็นกระแสยิ่งใหญ่ในปี 2023 ในปี 2024 นี้ ก็เรียกได้ว่าเครื่องมือ AI จะกลายเป็นเครื่องมือซัพพอร์ตที่นักการตลาดต้องใช้ไปแล้ว เพราะ AI จะช่วยประหยัดเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างมากแถมช่วยในการทำ Content Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AI เข้ามาช่วยอะไรบ้าง?

  • ช่วยสร้างคอนเทนต์ไม่ว่าจะรูปแบบตัวหนังสือ ภาพ และวิดีโอ
  • ช่วยสร้างสรรค์ต่อยอดไอเดียของนักการตลาด
  • ช่วยวางแผนการทำคอนเทนต์หรือแคมเปญ

การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้เกิดการใช้งานในวงการการตลาดจนแพร่หลาย จนสามารถเรียกได้ว่า AI Marketing นั่นเอง และเครื่องมือสำคัญในการทำการตลาดเพื่อวิเคราะห์คอนเทนต์หรือเนื้อหาบน Social Media อย่าง Social Listening ก็มีการนำ AI มาใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในการทำ Content Marketing ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น Zocial Eye แพลตฟอร์ม Social Listening ที่ช่วยทำให้เข้าใจผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดียได้อย่างละเอียด จากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ชื่อว่า Kirin มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากรูปภาพ โดยวิเคราะห์และค้นหาได้ทั้งโลโก้ที่มีอยู่บนรูปภาพ (Logo Recognition), องค์ประกอบของวัตถุที่อยู่บนรูปภาพ (Object Recognition) และตัวอักษรที่อยู่บนรูปภาพ (Optical Character Recognition) ทำให้นักการตลาดได้ข้อมูลไปพัฒนากลยุทธ์ Content Marketing ได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

เรียกได้ว่าการทำ Content Marketing ในปี 2024 จะถูกขับเคลื่อนโดยนักการตลาดที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ ทำให้สามารถผลิตคอนเทนต์ออกมาได้มหาศาลตามความต้องการของตลาดนั่นเอง แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถใช้งาน AI ให้สามารถทำ Content Marketing ได้ออกมามีประสิทธิภาพที่สุด

2. Social Media กลายเป็นพื้นที่การค้นหาข้อมูล

ในยุคปัจจุบันผู้คนไม่ได้ใช้ Search Engine หรือ Google ในการเสิร์ชหาข้อมูลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เมื่อแพลตฟอร์ม Social Media เข้ามาตอบโจทย์ได้มากกว่าที่เคย ทำให้ Social Media กลายเป็นพื้นที่เสิร์ชหาข้อมูลที่คนยุคนี้ใช้กัน

จากผลสำรวจของ Search Engine Land พบว่า Gen Z กว่า 74% ใช้ TikTok ในการค้นหาข้อมูลที่เขาต้องการ และ 51% ของผู้ตอบแบบสำรวจเลือก TikTok มากกว่า Google ในการเสิร์ชหาข้อมูล โดยมีเหตุผลว่า

  • ข้อมูลมารูปแบบวิดีโอ
  • คำตอบที่เขาค้นหานั้นมีความเกี่ยวข้องมากกว่า
  • คำตอบที่เฉพาะเจาะจง

ยกตัวอย่างง่ายๆ คนยุคนี้หรือ Gen Z เวลาอยากดูรีวิวสินค้า หรือหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหาร คาเฟ่ ก็มักจะเข้าไปดู TikTok เพื่อดูวิดีโอสั้นให้เห็นภาพ มีข้อมูลที่สั้นกระชับและตรงประเด็นกับที่เขาต้องการ มากกว่าการเสิร์ชบน Search Engine ที่มักจะได้คำตอบกว้างๆ ไม่เฉพาะเจาะจง แถมเสียเวลากว่าจะหาคำตอบที่ใช่ได้

ซึ่งในปัจจุบัน Google ก็ขึ้นคำค้นหาไปหาวิดีโอไม่น้อยเสียด้วย ไม่ว่าจะไปทาง YouTube หรือ TikTok ก็ตาม นั่นทำให้ปี 2024 จะเป็นยุคที่ผู้คนหันเข้าไปค้นหาข้อมูลบน Social Media มากกว่า Search Engine เสียแล้ว

ดังนั้นนักการตลาดจึงไม่ควรพลาดในการทำคอนเทนต์บน Social Media หลากหลายแพลตฟอร์ม เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้คนในโลกปัจจุบัน

3. User-Generated Content (UGC) คอนเทนต์จากลูกค้าตัวจริง

ผู้บริโภคในปี 2024 ไม่เพียงต้องการเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง Personalize ให้ตรงกับความต้องการและปัญหาเฉพาะของตนเองเท่านั้น แต่ยังต้องการเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเบื้องหลังแบรนดหรือสินค้าที่ชื่นชอบ

ด้วยเหตุนี้ UGC  จึงยังคงเป็นหนึ่งในเทรนด์ Content Marketing สำคัญที่ต้องจับตามองในปี 2024 แบรนด์ที่ชาญฉลาดจะคิดหาไอเดียใหม่ๆ เพื่อดึงแฟนคลับและลูกค้าให้มามีส่วนร่วมด้วยการนำเสนอคอนเทนต์ของพวกเขาเอง

ตัวอย่างเช่น แบรนด์แฟชั่นที่ Challenge ให้ลูกค้าลองนำเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายไปแต่งตัวรูปแบบใหม่ไม่เหมือนใคร ส่งผลให้ลูกค้าที่สนใจพากันทำคอนเทนต์เพื่อร่วมสนุกไปกับแบรนด์ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้ และสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาได้เช่นเดียวกัน

4. คอนเทนต์วิดีโอจะมากขึ้นกว่าที่เคย

TikTok จุดกระแสวิดีโอสั้นแนวตั้งมาสักพักแล้ว วิดีโอสั้นเหล่านี้ ยังคงเป็นดาวเด่นด้านการดึงดูดผู้ชมบนแพลตฟอร์มต่างๆ (วิดีโอสั้นมีโอกาสแชร์มากกว่าคอนเทนต์รูปแบบอื่น ๆ ถึง 52%)

สิ่งที่เปลี่ยนไปในปี 2024 คือ ความต้องการเนื้อหาวิดีโอที่ยาวกว่าคลิป 15 วินาที ตัวอย่างเช่น ผู้ชม Gen Z กำลังมุ่งหน้าไปยัง YouTube เพื่อดูวิดีโอความยาวหลายชั่วโมงและต้องการเจาะลึกในเนื้อหามากขึ้น

ยกตัวอย่างในประเทศไทยก็มี YouTuber อย่าง “คัลแลน-พี่จอง” ที่กำลังโด่งดังจนเป็นกระแสมากๆ ด้วยการทำวิดีโอท่องเที่ยวประเทศไทย ซึ่งความยาวแต่ละวิดีโอจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ชั่วโมง ซึ่งแฟนคลับต่างเรียกร้องว่าอยากให้วิดีโอยาวกว่านี้อีก เพราะชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติของทั้งสองหนุ่มชาวเกาหลี หรือ YouTuber อีกคนหนึ่งอย่าง ฟลุ๊คกะล่อน ที่ขึ้นชื่อในการทำวิดีโอ Vlog Week ที่มีความยาวทะลุหลายชั่วโมง ซึ่งคนดูต่างเรียกร้องว่าอยากดูยาวๆ มากกว่านี้ ทำให้ความยาวอย่างวิดีโอล่าสุดก็ทะลุ 5 ชั่วโมงไปเลยทีเดียว 

ต้องบอกเลยว่าในปี 2024 การทำคอนเทนต์วิดีโอจะมากขึ้นและมีแนวโน้มจะมีความยาวที่มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องดูให้เหมาะสมว่าคอนเทนต์วิดีโอแบบใดที่จะเหมาะกับยาวหรือสั้น เพราะคนดูบางกลุ่มอาจจะไม่อยากมานั่งดูวิดีโอความรู้กว่า 3-4 ชั่วโมงแน่ๆ

5. Personalization คือหัวใจสำคัญในการทำ Content Marketing

การปรับคอนเทนต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย (Personalization) กลายเป็นรากฐานสำคัญของการทำ Content Marketing ให้ประสบความสำเร็จ

ธุรกิจยุคใหม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึก ความคิดเห็น และการทำ Market Research เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการและความชอบที่เฉพาะตัวของกลุ่มเป้าหมาย และการที่จะสามารถเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของคุณได้อย่างลึกซึ้งนั้นคุณต้องมีเครื่องมือที่คอยช่วยเหลืออย่าง Social Listening ที่เข้ามาตอบโจทย์ด้วยการฟังเสียงของผู้คนบน Social Media

การฟังผู้คนด้วย Social Listening จะทำให้คุณสามารถหา Insight ติดตามความคิดเห็น และทำ Market Research ได้ และสิ่งนี้จะช่วยทำให้คุณสามารถทำ Content Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคุณจะรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายชอบอะไรไม่ชอบอะไร เท่านี้คุณก็สามารถนำ Insight มาทำคอนเทนต์ที่ Personalize กับกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว

ยกระดับการวัดผลในการทำ Content Marketing ด้วย Social Listening

การวัดผล เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ Content Marketing เพราะจะช่วยให้ทราบว่ากลยุทธ์ที่ใช้นั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ มีอะไรที่ควรปรับปรุง และอะไรที่ควรทำต่อ 

Social Listening เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการวัดผล Content Marketing ช่วยให้คุณติดตามการสนทนาเกี่ยวกับแบรนด์ เนื้อหา และผลิตภัณฑ์บนโซเชียลมีเดีย ช่วยให้เข้าใจว่าผู้คนคิดอย่างไรเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ เนื้อหาประเภทไหนที่ผู้คนสนใจ และอะไรคือสิ่งที่ผู้คนคาดหวังจากคุณ

Social Listening อย่าง Zocial Eye สามารถตอบโจทย์การวัดผลในการทำ Content Marketing ได้หลากหลายด้าน คือ

  • การ​​วิเคราะห์เสียงตอบรับของลูกค้า (Sentiment Analysis) – ทำให้คุณสามารถวัดผลได้ว่าแคมเปญ Content Marketing ของคุณมีเสียงตอบรับไปในแง่บวกหรือลบ 
  • การวัดกระแสความนิยมบนโซเชียลมีเดีย (Engagement Trends) – สามารถวัดผลได้ว่ากระแสความนิยมเป็นอย่างไร คอนเทนต์ไหนที่มี Engagement สูงและได้รับกระแสตอบรับที่ดี จะทำให้คุณรู้ได้ว่าแคมเปญ Content Marketing ของคุณมีคอนเทนต์ไหนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด
  • การวิเคราะห์หาช่องทางที่เกิดผลตอบรับดีที่สุด (Channel Performance Analysis) – ทำให้คุณรู้ว่าช่องทาง Social Media ไหนที่มีผลตอบรับที่ดีที่สุด ส่งผลให้คุณสามารถพัฒนากลยุทธ์การทำ Content Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพบนช่องทางต่างๆ ได้

ดังนั้นถ้าคุณอยากรู้ว่ากลยุทธ์ Content Marketing ของคุณได้ผลหรือไม่ การวัดผลด้วย Social Listening คือสิ่งสำคัญที่นักการตลาดไม่ควรมองข้าม

3 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ Content Marketing

ในยุคนี้ การทำ Content Marketing เป็นเรื่องที่ทุกแบรนด์ต่างใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงดูดใจลูกค้าและสร้างการจดจำของแบรนด์ แต่ใช่ว่าทุกแบรนด์จะสามารถเข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าได้

ตามไปพบกับ 3 แบรนด์ดังที่ประสบความสำเร็จจากการใช้กลยุทธ์ Content Marketing ที่ไม่เหมือนใคร และจะทำให้คุณเรียนรู้ได้ว่าการจะสร้างการจดจำอย่างมีเอกลักษณ์ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

1. Burger King ไวรัลยิ่งใหญ่กับชีสเบอร์เกอร์อัดแน่นด้วยชีส 20 แผ่น!

ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/BurgerKingThailand

เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2023 ที่ผ่านมา Burger King ไทย เปิดตัว “The Real Cheeseburger” เมนูสร้างกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ไปทั่วประเทศ ด้วยการใส่อเมริกันชีสถึง 20 แผ่น เรียกได้ว่าชีสล้วนแบบแน่นๆ ทำให้ผู้คนบนโลกออนไลน์ต่างสนใจและพากันไปลิ้มลอง นอกจากนี้ยังดังไกลถึงต่างประเทศเมื่อผู้สื่อข่าวรายการ Breakfast Television ของช่อง CNN ก็ได้นำเอาชีสเบอร์เกอร์ 20 แผ่น มาทานออกอากาศโชว์กันเลยทีเดียว

จากจุดเริ่มต้นที่ Burger King ต้องการตอกย้ำ Brand Identity “Have It Your Way” และต้องการสร้างกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ จึงเปิดตัวเมนู “Real Cheese Burger” เบอร์เกอร์ที่ประกอบด้วยชีส 20 แผ่น ด้วย Insight ของผู้บริโภคที่พบว่าคนไทยชอบกินชีส 

แคมเปญนี้ช่วยสร้าง Brand Awareness และ Engagement ให้กับ Burger King ได้ ถึงขั้นมี Engagement เพิ่มขึ้นทะลุ 3,000% ผู้คนต่างให้ความสนใจและพากันทำคอนเทนต์โชว์กินเบอร์เกอร์ชีส 20 แผ่น บางคนก็สั่งชีสเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 แผ่น ทำให้ผู้คนให้ความสนใจ Burger King มากยิ่งขึ้นไปอีก

ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/BurgerKingThailand

และด้วยความประสบความสำเร็จ Burger King ก็เปิดตัว “The Real Meat Burger” เบอร์เกอร์สายเนื้อวัว ที่เพิ่มแพตตี้ขนาด 5 นิ้วได้ตามใจอยาก เพียงชิ้นละ 100 บาท พร้อมการโปรโมตภาพเบอร์เกอร์ที่มีแพตตี้เนื้อสูงทะลุภาพ โชว์ให้เห็นไปเลยว่า “คุณสามารถทานเนื้อเยอะเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ใจอยาก” 

แน่นอนว่าเบอร์เกอร์สายเนื้อก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีไม่ต่างจากเบอร์เกอร์ชีส เพราะผู้คนต่างอยากท้าทายชาเลนจ์ที่แบรนด์ทำมา เพราะมี Infleuncer สายรีวิวอาหารโชว์กินเบอร์เกอร์เนื้อ 100 ชิ้นไปเลย ยิ่งเรียกกระแสให้ผู้คนสนใจเพิ่มได้เข้าไปอีก

ผลจากความไวรัลต่อเนื่อง ทำให้ Burger King ปล่อยคอนเทนต์ภาพเบอร์เกอร์สายอื่นๆ เช่น The Real Pickle Burger, The Real Tomato Burger, The Real Onion Burger, The Real Bun Burger, The Real Lettuce Burger แต่ก็บอกว่าไม่ได้ขายจริงๆ นะ แต่ก็ได้ใจผู้บริโภคไปเต็มๆ เพราะผู้คนต่างสนใจและขำกับอารมณ์ขันในแคมเปญนี้ของ Burger King

เรียกได้ว่า Burger King ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สามารถทำ Content Marketing ที่ดี จนสามารถสร้างกระแสไวรัลและผลลัพธ์ทางธุรกิจได้

2. ห่านคู่กับไวรัลจดหมาย “ถึงคุณคนธรรมดา” 

ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/doublegoosethailand/

เมื่อปี 2022 ห่านคู่ แบรนด์เสื้อยืดไทยที่อยู่มานานกว่า 70 ปี ได้ปล่อยจดหมายออกมาโดยสื่อสารกับคนธรรมดาทั่วไปที่มีเนื้อหาแฝงความลึกซึ้งของการเป็นคนธรรมดาเอาไว้ เรียกได้ว่า Message ที่สื่อสารออกไปได้ตอกย้ำ”ความเป็นแบรนด์เสื้อยืดธรรมดาที่ทำมาดี” ได้อย่างตรงจุด แถบจับใจผู้คนทั่วไปได้อย่างมหาศาล

ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/NanyangLegend/

และในวันถัดมาแบรนด์รองเท้านันยางก็ออกมาสื่อสารขอบคุณห่านคู่ ที่สื่อสารถึงคนทั่วไปได้อย่างจับใจ ส่งผลให้การสื่อสารของทั้งสองแบรนด์เป็นไวรัลถูกแชร์ต่อไปเป็นจำนวนมาก ทำให้แคมเปญ Content Marketing นี้ สร้าง Brand Awareness ได้อย่างล้นหลามเลยทีเดียว

ความเป็นไวรัลนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่สองแบรนด์เท่านั้น แต่ส่งผลไปยังแบรนด์ดังอื่นๆ ที่รีบเข้ามาอยู่ในกระแสทำคอนเทนต์ไม่ให้ตกเทรนด์ไม่ว่าจะ Burger King, KFC, Netflix, ฟาร์มเฮ้าส์ และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำคอนเทนต์ในรูปแบบจดหมายออกมา โดยเขียนเนื้อหาที่เข้าอกเข้าใจ และส่งกำลังใจให้กับทุกๆ คน

บอกได้เลยว่าแคมเปญ Content Marketing นี้ของห่านคู่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นอย่างสูง เพราะทำให้ผู้คนกลับหันมาสนใจพูดถึงมากขึ้นและยังส่งผลให้แบรนด์อื่นๆ กระโดดเข้ามาเล่นตามอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จอีกหนึ่งของแบรนด์ในประเทศไทย

3. Patagonia กับการบอกห้ามซื้อแจ็คเก็ตตัวนี้ บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์

Patagonia แบรนด์ดังที่ขายเสื้อผ้ากีฬาที่มีแนวคิดยั่งยืนและรักษ์โลก ในปี 2011 Patagonia ได้ทำแคมเปญโฆษณาก่อนวัน Black Friday ด้วยการลงโฆษณาเต็มหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ The New York Times ด้วยประโยค “Don’t buy this Jacket” เพื่อตอกย้ำว่าถ้าหากไม่จำเป็นอย่าซื้อแจ็คเก็ตของ Patagonia เพราะการที่จะผลิตแจ็คเก็ต 1 ตัวนั้น ต้องผ่านกระบวนการมากมายที่ส่งผลกระทบต่อโลก

การทำ Content Marketing ด้วยการสื่อสารว่า อย่าซื้อ เพื่อแสดงความจริงใจและต้องการให้ผู้บริโภครอบคอบก่อนจะซื้อสินค้า ท่ามกลางแบรนด์อื่นที่ต่างทำแคมเปญ Black Friday ที่ดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาซื้อสินค้า สิ่งนี้ทำให้ Patagonia โด่งดังและมัดใจผู้บริโภคได้อย่างล้นหลาม

เพราะหลังจากแคมเปญนี้ได้ออกสู่สายตาสาธารณชน ทำให้ยอดขายของ Patagonia ในปีนั้นเพิ่มสูงทะลุ 25-30% เลยทีเดียว

เรียกได้ว่า เป็น Case Study ที่มาก่อนกาลตั้งแต่หลายปีก่อน ที่ทำให้รู้ว่าการทำ Content Marketing ที่ดี ก็อาจไม่จำเป็นต้องวิ่งตามกระแสของตลาด แต่คุณสามารถแสดงจุดยืนของแบรนด์ให้แข็งแกร่งและแตกต่างจากคู่แข่งได้ จนสร้างโอกาสในการเพิ่ม Brand Awareness ของแบรนด์ได้อย่างประสบความสำเร็จ